บล็อก หน้า 4

บทวิเคราะห์ AIS-dtac ว่าไง! กสทช. เคาะราคาเริ่มต้น 75,654 ล้านบาท รอบใหม่ เริ่ม 24 มิ.ย ประมูลคลื่น 900MHz

0

กสทช. เคาะราคาเริ่มต้น 75,654 ล้านบาท รอบใหม่ เริ่ม 24 มิ.ย

ก็บอกได้เลยว่าเป็นกระแสไม่น้อยเลยทีเดียวครับ สำหรับการเริ่มต้นประมูลคลื่น 900 MHz เมื่อปีที่แล้ว ทางหน่วยงานภาครัฐประกาศอย่างชัดเจนว่าเงินที่ได้จากการประมูลในครั้งนี้ เราจะนำมาพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้การประมูลในครั้งนั้น ก็จบลงด้วยที่ค่าย True และ JAS ได้ไปครอบครอง แต่แล้ววันเวลาผ่านไป เมื่อถึงครบกำหนดการชำระเงินดันมีแต่ค่ายทรูเพียงเจ้าเดียว ที่นำเงินมาชำระงวดแรก เพราะฉะนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นว่า JAS หายไปไหน ทำไมไม่มาตามนัด และผลสุดท้ายก็ยังคงคลุมเครือว่าเหตุผลที่แท้จริงแล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่กับบริษัทจัสมิน เพราะฉะนั้นเราจึงจะพามาวิเคราะห์กันครับ

 

เริ่มกันที่เหตุผลแรกก่อนว่าคลื่น 900 MHz สำคัญอย่างไร มีแรงจูงใจอะไรที่ต้องประมูล?

คลื่น 900 จำเป็นอย่างไร สำหรับตัวคลื่นดังกล่าวคงต้องบอกว่าจะทำให้ใครก็ตามที่ครอบครอง นั้นก็จะสามารถทำธุรกิจได้อย่างไม่ต้องลงแรงมาก ด้วยเหตุที่ว่าการตั้งเสาสัญญาณ 1 ต้น จะมีความครอบ คลุมพื้นที่ได้มากกว่า คลื่น 1800MHz มากถึง 3 ต้น ดังนั้นผู้ที่ประมูลได้จึงเป็นการลดต้นทุนตั้งเสาไปโดยปริยาย รวมถึงการให้บริการในรูปแบบ 4G LTE Advance หรือว่าการรวมคลื่นสัญญาณ ระหว่างคลื่น 1800 – 2100 MHz เพื่อเพิ่มความแรงของสัญญาณ ส่งผลให้มีความเร็วที่เพิ่มขึ้น 

ทำไมต้องมีสล็อต 1 หรือสล็อต 2 ของคลื่น 900 มีความหมายอย่างไร?

โดยเริ่มแรกต้องอธิบายว่า การประมูลคลื่น 900 ในครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ใบอนุญาต ได้แก่ ชุดที่ 1 คลื่น 895-905 MHz คู่กับ 940-950 MHz (10 MHz) และก็ในชุดที่ 2 คลื่น 905-915 MHz คู่กับคลื่น 950-960 MHz (10 MHz) โดยแต่ละใบอนุญาตจะมีอายุ 15 ปี

ซึ่งถ้าหากสังเกต ก็จะพบว่าคลื่น 900 ชุดที่ 1 จะมีความใกล้เคียงกับคลื่น 3G ของ dtac นั่นก็คือ 850 อยู่ ส่งผลให้เมื่อใช้งานไปในบางพื้นที่อาจพบการรบกวนกันของสัญญาณ ทำให้การติดต่อสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดเป็นข้อร้องเรียนในภายหลัง 

ดังนั้นทางแก้ไขคือ การลงทุนจัดการกับปัญหาสัญญาณรบกวนเพิ่ม ซึ่งทางกสทช. ระบุว่าอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 3,000 ล้านบาท ส่งผลให้นอกจากจะค่าใบอนุญาตแล้ว ก็ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายกับปัญหาดังกล่าวและไม่นับรวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่ต้องทำออกมาสมบูรณ์ เพื่อให้ไม่เป็นข้อร้องเรียนจากผู้ใช้บริการ

 

 

จึงสรุปได้ว่าคลื่น 900 ชุดที่ 1 : มีแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากใบอนุญาตและในกรณีของ Jas Mobile ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วเลยทีเดียว เพราะเสาสัญญาณก็ไม่มี จึงเกิดเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าแจ็สจะทำยังไงต่อไป…? 

เหตุผลที่ทำให้ : เหล่าโอเปอเรเตอร์ตัดสินใจร่วมประมูลนอกจากคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมของคลื่น 900 MHz…?

แน่นอนว่าเหตุผลแรกเลยคือ “การอยู่รอดครับ” กล่าวคือการมีคลื่นอยู่ในมือ เปรียบเหมือนกับเรามีไพ่ที่เหนือกว่า ก็สามารถที่นำมาต่อยอดการทำธุรกิจต่างๆ ผสมผสานกับกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อสร้างผลกำไร หรือรายได้ และเพื่อให้ได้กลายเป็น “ผู้นำการบริการ” ซึ่งเมื่อเปรียบกับการลงทุนแล้ว ถึงแม้จะสูง ถ้าบริหารจัดการดี ปัจจัยภายในที่พร้อมคือ “องค์กร” กับปัจจัยแวดล้อมภายนอกเอื้ออำนวย ผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ก็ย่อมตามมา และก็จะสอดคล้องกับสาเหตุที่สองคือ “อะไรๆ ก็ไม่แน่นอน”

 

สาเหตุที่สอง

“อะไรๆ ก็ไม่แน่นอน” ทำไมผมถึงพูดแบบนี้ ณ ตอนนี้หากเรามองไปถึงอนาคต คงคาดเดาได้ยากครับ ว่าชีวิตประจำวันของเราก็จะเป็นอย่างไรต่อไป หรือจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะทุกอย่างอยู่บนความไม่แน่นอนเช่นเดียวกับการดำเนินธุรกิจในเมื่อประเมินเบื้องต้นแล้วว่าคลื่น 900 MHz นั้นมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน แล้วเหตุใดถึงต้องอยู่เฉย สังเกตได้จาก True ถึงแม้จะมีคลื่นเต็มไม้เต็มมือ แต่ก็ยังลงมาแข่งขันประมูล และสุดท้ายชนะไปได้ที่สุด แถมยังด้วยจำนวนเงินที่สูงลิ่ว นี่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ประกอบกับข้อหนึ่ง ระบุได้ว่า การอยู่รอดและการเป็นผู้นำการบริการ รวมถึงการที่ไม่รอให้อนาคตมาตัดสินปัจจุบัน คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะมีคลื่นมาให้ประมูล !?

 

สาเหตุที่สาม

“การลงทุนที่คุ้มค่า” อย่างที่กล่าวข้างต้น เนื่องจากคลื่น 900 เป็นคลื่นความถี่ตํ่า ทำให้การลงทุนปักเสาสัญญาณ ไม่ต้องใช้เสาสัญญาณมากต้น เพื่อทำให้เกิดสัญญาณที่ครอบคลุม เหมือนคลื่นความถี่สูง อีกทั้งคลื่นดังกล่าวมีความแรงของสัญญาณประสิทธิภาพสูงส่งผลให้คลื่นสัญญาณนั้นไปได้ไกล และที่สำคัญยังทะลุทะลวง เข้าสู่ภายในบ้านและอาคารได้ดี ดังนั้นการใช้งานติดต่อสื่อสารเรียกได้ว่าไม่ขาดตอนเลยทีเดียว (แต่ก็ต้องขึ้นอยู่คลื่นที่ผู้ให้บริการถือครองอยู่ด้วยว่าเอื้ออำนวยมากน้อยแค่ไหน) 

 

หลังจากที่ทราบข้อมูลเบื้องต้นกันไปแล้ว มาดูกันว่าทำไม True ถึงย่อมจ่ายค่าเงินประมูลใบอนุญาตที่ 2 แพงลิ่ว…?

คงมีอยู่แค่คำตอบเดียวที่ให้ได้ครับว่าคือ “True ต้องการเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจการให้บริการการติดต่อสื่อสารเบอร์มงคล true ด้วยคลื่นที่สะสมอยู่ในมือนั้นก็เรียกได้ว่าเอื้ออำนวยต่อการต่อยอดเป็นธุรกิจต่างๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น และที่สำคัญเป็นการประกาศศักยภาพของตนเองว่ามีความเพรียบพร้อมเพียงใด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ นานา ซึ่งข้อพิสูจน์ก็อย่างที่เราเห็นกันในโฆษณาทุกวันนี้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยหนี้ที่มหาศาสเช่นกัน

 

 

แต่ไฮไลท์คงไม่ได้อยู่ที่ True ครับ แต่ว่ากลับกลายเป็น JAS ต่างหาก ว่าอย่างที่เราทราบกันหลังจากประมูลได้ เรา (ผู้ใช้บริการ) อยากจะเห็นแพ็กเกจเป็นแบบใด เพราะตามหลักการตลาด ถ้าหากว่ามีผู้แข่งขันในธุรกิจเพิ่มขึ้น การออกกลยุทธ์เอาใจลูกค้า ก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย เพื่อดึงดูดให้เข้ามาใช้บริการ โดยเฉพาะการเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ จึงต้องงัดกลยุทธ์ สำหรับการนับหนึ่งลูกค้า และการคืนทุนที่รวดเร็ว ทว่า……

เมื่อวันเวลาผ่านไปหลังจากการประมูลได้ ทางบริษัท JAS Mobile ก็ยังไม่มีท่าทีแสดงเจตนารมณ์ที่มีความพร้อมและเชื่อมั่นออกมาว่าเรานั้นเอาจริง นอกจากการแถลงการณ์เมื่อเดือนธันวาคม โดยก็มีแค่ การแถลงการณ์ ซึ่งมีเนื้อใจความสำคัญ…และภาพประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเท่านั้นคือ

เป้าหมายบริษัทคือการเป็นเบอร์สองของตลาดโปรเน็ตที่มีบริการทั้งเครือข่ายบรอดแบนด์แบบมีสายและไร้สาย

ผนึกกำลังการให้บริการอย่างลงตัวทั้งบรอดแบนด์และโมบายอินเทอร์เน็ต

มีการเตรียมเงินลงทุนเสาสัญญาณไว้พร้อมแล้ว แต่จะเป็นเจรจาการเช่าใช้ฐานเสาสถานีร่วมกับรัฐวิสาหกิจ

มั่นใจได้ว่าสามารถชำระเงินประมูลได้ตามกำหนด อันเนื่องมาจากหลักการผ่อนชำระเงินแบบยืดหยุ่นของกสทช.

น่าจะเปิดให้บริการได้ทันช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีพุทธศักราช 2559

 

 

หลังจากนั้นก็เงียบหายเข้าไปจนเริ่มมีการถกเถียงว่าสรุปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป และล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม วันที่ 21 พุทธศักราช 2559 คือวันที่กสทช. ต้องจำว่าเป็นบทเรียนอีกครั้งหนึ่ง เพราะสุดท้ายทางบริษัท Jas Mobile ก็ไม่มาชำระเงินงวดแรกตามกำหนด ส่งผลให้ใบอนุญาตดังกล่าวกลายเป็นโมฆะและต้องประมูลใหม่ในที่สุด…แล้วช่วงเวลาที่ผ่านมาภาครัฐต้องเสียต้นทุนค่าเสียโอกาสเท่าใด

 

แล้วเหตุผลใดที่บริษัท Jas Mobile ไม่มาชำระเงินตามกำหนด…?

ส่วนรายละเอียดเริ่มตั้งแต่ เหตุผลที่ทำไมนายพิชญ์ไม่เข้าร่วมการประมูลด้วยในคลื่น 900 MHz ทั้งๆ ที่ตอนคลื่น 1800 MHz ก็ได้เข้าร่วมเคาะราคา โดยให้เหตุผลดังนี้

นายพิชญ์ชี้แจงว่าเป็นเรื่องกลยุทธ์, แผนงาน, งบประมาณและการลงทุน โดยให้นโยบายกับทางทีมงานที่เข้าห้องเคาะราคาว่าให้สู้ราคาเต็มที่ได้สูงสุด 80,000 ล้านบาท ซึ่งหน้าที่ทีมงานคือ เคาะราคาไปเริ่อยๆ จนชนะประมูล จึงสรุปว่าการที่นายพิชญ์ไม่เข้าร่วมเคาะราคานั้นเป็นเรื่องของกลยุทธ์ในการแข่งขัน

ส่วนด้านแหล่งเงินทุน นายพิชญ์ยืนยันว่ามีผู้สนับสนุน คือ บริษัทหัวเว่ยและธนาคารกรุงเทพ ซึ่งในด้านธนาคารกรุงเทพ ส่วนตัวได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารมาก่อนแล้ว แต่ในนาทีสุดท้ายธนาคารได้โทรศัพท์แจ้งนายพิชญ์ว่าต้องทำค้ำประกันส่วนตัวด้วย รวมถึงต้องนำคุณพ่อของนายพิชญ์มาคํ้าประกันด้วยเช่นกัน จึงไม่สามารถตกลงกันได้ในที่สุด และทำให้ต้องหยุดการเจรจากับธนาคารกรุงเทพ 

และในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 2 เดือน ส่งผลให้ไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน แต่ก็ยังมีธนาคารไอซีพีซีติด ต่อเสนอมาว่า หากหาพันธมิตรร่วมทุนจากประเทศจีนได้ ทางธนาคารก็พร้อมจะรออกหลักทรัพย์ค้ำประกัน (แบงก์การันตี) ให้ ทว่าสุดท้ายก็ไม่เป็นผลสำเร็จเพราะมีเวลาที่กระชั้นชิด

อย่างไรก็ตามผลสรุปในตอนนี้สำหรับคลื่น 900 ใบอนุญาตที่ 1 ก็คือ “การต้องเริ่มต้นประมูลใหม่” โดย กสทช. มีการบอกกฏเกณฑ์ของผู้ร่วมลงประมูลไว้อย่างละเอียดดังต่อไปนี้

1.คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลตัดสิทธิ์ผู้ที่ไม่มาชำระเงินค่าประมูลจากการประมูลครั้งที่แล้ว
2.เคาะราคาเริ่มต้นประมูลที่ 75,654 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาของผู้ที่ชนะการประมูลครั้งก่อน
3. การวางเงินหลักประกันจะเท่าเดิม คือ 5% ของราคาเริ่มต้นการประมูล 75,654 ล้านบาท = 3,783 ล้านบาท
4. จ่ายเงินค่าประมูลแบ่งเป็น 4 งวด เช่นเดิม คืองวดแรก 8,040 ล้านบาท พร้อมแบงก์การันตีส่วนที่เหลือ งวดที่สอง 4,020 ล้านบาท พร้อมแบงก์การันตีส่วนที่เหลือ งวดที่สาม 4,020 ล้านบาท พร้อมแบงก์การันตีส่วนที่เหลือ และงวดสุดท้ายต้องจ่ายที่เหลือทั้งหมด
5. กรณีผู้ชนะการประมูลไม่มาชำระเงินจะยึดเงินหลักประกันจำนวน 3,783 ล้านบาท กสทช. จะเรียกค่ารับผิดเพิ่มขึ้นอีก 11,348 ล้านบาทรวมเป็น 15,131 ล้านบาทหรือคิดเป็น 20% ของราคาตั้งต้นการประมูล และหากมีความเสียหายเพิ่มเติม สำนักงาน กสทช. จะเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมอีก

 

 

6.ร่างหลักเกณฑ์การประมูลใช้เฉพาะครั้งนี้เท่านั้น จึงเสนอเงื่อนไขกรณีมีผู้ประมูลรายเดียว แต่มีการเคาะยืนยันราคา 75,654 ล้านบาท ก็ให้ถือว่าเป็นผู้ชนะการประมูล
7.การประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลจะประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลในลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 หากผู้ชนะรายที่ 1 ไม่มาชำระเงินค่าประมูล กสทช. ก็จะเรียกผู้ชนะลำดับที่ 2 มาชำระเงินประมูล และเป็นผู้ชนะแทน ทั้งนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และในกรณีมีผู้เสนอราคาเท่ากัน 2 ราย กสทช. อาจมีการประกาศเพิ่มเติมให้ดำเนินการยื่นซองราคา เพื่อแข่งขันราคากันเลย

8.และในกรณีที่ไม่มีผู้เข้าประมูล กสทช. จะเคาะราคาถอยหลังจาก 75,654 ล้านบาทตํ่าลงมาเรื่อยๆ และจะหยุดไว้ที่ราคาที่ทางบริษัทกลุ่มทรูได้เคาะไว้ที่ 73,722 ล้านบาท และเงินส่วนที่ขาดรวมถึงค่าเสียหายเพิ่มเติมจะมีการฟ้องร้องจากบริษัท Jas Mobile

โดยจากที่กล่าวมาข้างต้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนตัวเลขราคาของการประมูล มีจำนวนที่สูงมากเลยทีเดียว ซึ่งกรณีนี้ทำให้การประมูลครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ต้องถือว่าน่าติดตามเลยว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูลหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีจริงๆ กสทช. คงเหลือ 2 ทางเลือก 1. เคาะราคาให้ตํ่าลงมาอีก ตํ่ากว่ากลุ่มทรู แต่จะเป็นไปได้หรือ? 2. เก็บคลื่น 900 เข้าห้องปิดตาย ทว่าจะเป็นการสูญเสียทรัพยากรของประเทศไปโดยปริยาย สุดท้ายเราคงต้องติดตามกันต่อไปครับ ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

 

หลังจากทราบกฏเกณฑ์กันไปแล้ว มาดูกันว่ากำหนดการของระยะเวลาเป็นอย่างไรบ้าง…?

วันที่ 5-28 เม.ย. 2559 เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 895-905 MHz/940-950 MHz (หรือ ร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz)
วันที่ 22 เม.ย. 2559 จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศดังกล่าว
วันที่ 12 พ.ค. 2559 ร่างประกาศฯ จะถูกส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา
วันที่ 13 พ.ค.-12 มิ.ย. 2559 ประกาศเชิญชวนเข้าร่วมการประมูล
วันที่ 13 มิ.ย. 2559 ยื่นคำขอเข้าร่วมการประมูล
วันที่ 24 มิ.ย. 2559 วันประมูล!!!

 

สุดท้ายเมื่อกำหนดระยะเวลาการประมูลกันแล้ว คำถามคือใครจะร่วมวงเพื่อ Enjoy บ้าง…?

AIS : ต้องบอกว่าพลาดการประมูลไปด้วยจำนวนตัวเลขที่ฉิวเฉียด แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าได้ประเมินแล้ว หากยังประมูลสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจกระทบกับปัจจัยต่างๆ ด้านการบริการ รวมถึงผู้ถือหุ้น แถมยังมองว่าตัวเลขนั้นมากเกินไป

อย่างไรก็ตามหากมองในระยะยาว AIS ก็ยังสามารถสบายใจได้ เพราะคลื่น 1800/2100 MHz นั้นมีอายุสัมปทานถึงปีพุทธศักราช 2576 เลยทีเดียว หมายความว่ายังสบายใจได้อีกนาน ทว่าถ้ามองในหลักความเป็นจริง ก็ยังให้บริการได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรนัก อีกทั้งก็รองรับลูกค้าได้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในยุคการติดต่อไร้สาย คือโจทย์สำคัญของหน่วยธุรกิจและชีวิตประจำวันเช่นนี้ การประมูลคลื่น 900 ครั้งหน้า AIS ก็จะจัดหนักเลย หรือคาดเดาอนาคตและก็เก็บหอมรอมริบรออีก 3 ปีข้างหน้าเพื่อประมูลคลื่น 850 MHz จาก dtac 

แต่ข่าวล่าสุดระบุว่าทาง AIS ได้ทำหนังสือยื่นต่อกสทช. ว่าพวกเขา (เอไอเอส) จะรับหน้าที่จ่ายเงินคลื่น 900 MHz ตามที่บริษัท JAS Mobile ประมูลได้ เพื่อที่ก็จะได้ไม่ต้องจัดประมูลให้ยุ่งยาก ซึ่งถ้ากสทช. อนุมัติ ทางเอไอเอสก็จะยื่นเรื่องต่อผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติให้ทำการซื้อคลื่น 900 ต่อไป

อย่างไรก็ดีทางกสทช. เองระบุออกมาแล้วว่า ประเด็นของ AIS ที่ได้กล่าวไปข้างต้น นั้นอยู่นอกเหนืออำนาจของกสทช. ซึ่งในเรื่องนี้ต้องส่งให้คสช. พิจราณาต่อไป ภายในวันที่ 8 เมษายนศกนี้ จึงจะได้ข้อสรุปว่า ต้องทำอย่างไรต่อไป มีการประมูลใหม่ หรือ AIS ได้ไปเลย

 

dtac : ในบรรดา 3 ค่ายหลัก รายนี้ดูน่าเป็นห่วงที่สุดแล้ว เพราะ 850/1800 MHz ใกล้จะหมดอายุสัมปทานในอีกสามปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าการประมูลคลื่น 900 MHz ดีแทคไม่สามารถคว้าไว้ได้ อาจส่งผลให้กระต่อความเชื่อมั่น รวมถึงลูกค้าได้ เพราะในอนาคตก็ไม่แน่นอนอีกว่าดีแทคจะสามารถครอบครองสองคลื่นดังกล่าวที่กำลังจะหมดอายุไว้ได้ งานนี้จึงเป็นตัวแปรสำคัญตัดสินเลยว่าดีแทคก็จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและผู้ถือหุ้นได้อย่างไร เพราะถ้าหาก AIS ได้ไปจริงๆ ดีแทคต้องตอบโจทย์การวางแผนบริการให้กับลูกค้าระยะยาวเลยละครับว่าจะทำอย่างไรต่อไป 

แต่ปัจจัยที่ทำให้ ณ ตอนนี้ดีแทคยังไม่รีบร้อนแสดงท่าทีออกมา ก็อาจเป็นเพราะคลื่นที่ถือครองอยู่ในมือ ประกอบไปด้วย 850MHz จำนวน 10MHz คลื่น 1800MHz จำนวน 25MHz และคลื่น 2100MHz จำนวน 15MHz รวม 50 MHz อาจเพียงพอต่อการทำตลาดแล้ว ดังนั้นจึงต้องอาจรอลุ้นอีกทีช่วงปีพ.ศ. 2561 แทน

 

True : ต้องบอกว่าการประมูลครั้งนี้ก็สาหัสไม่น้อย เพราะยอดเงินที่ต้องจ่ายสูงลิ่วเลยทีเดียว แต่เพื่อการเป็นเบอร์หนึ่งคงต้องยอมแลก แต่ถ้าพูดถึงการประมูลครั้งใหม่ต้องบอกว่าลาก่อน เนื่องจากมีการประชุมของ บอร์ด กสทช. ชุดใหญ่แล้วให้มีมติห้ามกลุ่มทรูลงประมูลครั้งคลื่น 900 ใบอนุญาตที่ 1 อย่างเป็นทางการ ทว่าถ้าเลือกใช้อำนาจพิเศษของคสช. ทรูก็ต้องรอให้ AIS ในสิทธิ์ฐานะผู้เสนอราคารายแรกก่อน

 

ผู้เล่นหน้าใหม่ : ถึงแม้คลื่น 900 เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ แต่ถ้าผู้เล่นหน้าใหม่ไม่รู้วิธีการดำเนินธุรกิจ (Know-How) ที่เชี่ยวชาญอาจพบเจอกับความลำบากได้ เช่นเดียวกับธุรกิจของตนเอง ถ้าหากไม่เอื้ออำนวยส่งเสริมกับการสื่อสารโทรคมนาคมคงไม่เป็นผลดีมากนัก ต่อการขับเคลื่อนทั้งองค์กรให้เป็นในทิศทางเดียวกัน เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันไม่ใช่แค่ปัจจัยภายในที่ต้องแข็งแกร่ง ทว่าภายนอกเองก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอีกด้วยดังนั้นรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Model) จึงเป็นโจทย์ ที่สำคัญ 

 

 

ลำดับต่อไปมาดูกันว่าปัจจุบันคลื่นที่แต่ละโอเปอเรเตอร์ถือครอบครองนั้นมีอะไรบ้าง....?

 

 

สุดท้ายจึงขอสรุปว่าการประมูลคลื่น 900 ในวันที่ 24 มิถุนายน (หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) ก็จะเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง AIS และ dtac เพื่อแย่งชิงใบอนุญาตที่ 1 …. ต้องรอติดตามกันครับ ส่วนผู้เล่นหน้าใหม่ ถึงแม้จะเชี่ยวชาญการดำเนินธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคมถ้าฐานการเงินไม่มั่นคงจริง อาจลำบากเหมือนกันในภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรง

และหากบทความนี้มีประโยชน์กับผู้อ่าน หรือคนที่ผู้อ่านหวังดีก็อย่าลืมแชร์ให้เค้าได้อ่านด้วยนะครับ

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

 ที่มา: news.siamphone.com

อันตราย!!! จากโรคหลอดเลือดสมอง”ตีบ,แตก,ตัน”

0

โรคหลอดเลือดสมอง

“การวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วและได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที เป็นหัวใจสำคัญของการช่วยผู้ป่วยกลุ่มนี้ ที่ผ่านมา สปสช.จึงสนับสนุนโรงพยาบาลและเครือข่ายบริการพัฒนาช่องทาง Stroke Fast Track เนื่องจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หลังพบอาการบ่งชี้ว่าเป็นภาวะโรคหลอดเลือดในสมอง อาทิ เกิดภาวะอ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก ชาครึ่งซีก เวียนศีรษะ ร่วมกับเดินเซ ตามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ปวดศีรษะ อาเจียน ซึม และไม่รู้สึกตัว เป็นต้น หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการรับยาละลายลิ่มเลือดภายใน 3 ชั่วโมง จะลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยกลุ่มโรคนี้ลงได้” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

 

 

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดขึ้นและรักษาไม่ทันการณ์ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้      

โรคหลอดเลือดสมองตีบเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง โดยความผิดปกตินั้นมี 2 ชนิด คือ  ชนิดตีบหรืออุดตัน  ชนิดแตก  โดยทั่วไปโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตันพบได้ร้อยละ 80  ในขณะที่ชนิดแตกพบได้ร้อยละ 20  ซึ่งอาการทั้ง 2 ชนิดนี้  คือ อาการเฉียบพลันของทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยวพูดไม่ได้ กลืนลำบาก ภาพซ้อน เป็นต้น

กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมอง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ภาวะน้ำหนักเกิน รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง เริ่มแรกเป็นอาการผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดเฉียบพลัน เช่น อ่อนแรง ชา โดยจะเป็นครึ่งซีกหรือแม้กระทั่งพูดไม่ได้ มองไม่เห็น รวมทั้งการปวดหัวอย่างรุนแรงเฉียบพลันด้วย

 

การรักษา

การรักษาประกอบด้วย การให้ยาสลายลิ่มเลือดที่จะให้ทางหลอดเลือดดำ โดยในปัจจุบันสามารถให้ได้ 3-4 ชั่วโมงครึ่ง ขึ้นกับข้อบ่งชี้ของคนไข้ นอกจากนั้นก็จะมีการใช้สายตรวจที่สอดสายเข้าไปแล้วฉุดลากลิ่มเลือดออกมาเพื่อที่จะเปิดหลอดเลือดใหญ่ให้ได้

ส่วนในเรื่องของอาหารก็สำคัญ ที่แนะนำคือ ผักสด เนื้อสัตว์ ไม่กินมัน ไม่กินหนัง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทุกอย่าง เพื่อรักษาระดับความดัน ไขมัน น้ำตาลและน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง เวลาเป็นปัจจัยสำคัญ ยิ่งรักษาเร็วยิ่งได้ผลดี ที่กล่าวกันว่า มาพบแพทย์ภายใน 3-4 ชั่วโมงครึ่ง แพทย์จะให้ยาสลายลิ่มเลือดแต่ความเป็นจริงแล้ว  ถ้าผู้ป่วยได้รับยาสลายลิ่มเลือดภายในครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมง โอกาสหายเป็นปกติมีสูงถึง 3 เท่าของกลุ่มที่ไม่ได้รับยา และโอกาสนั้นลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป

 

 

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง บางครั้งจะไม่เกิดอาการ แต่หากท่านตรวจพบแล้วได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง ขอให้รับประทานยาและปฏิบัติตัวควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ให้เกณฑ์ปกติ  หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์

สิ่งสำคัญสำหรับโรคนี้ การเฝ้าระวังตนเอง หมั่นสังเกตอาการ ควบคู่ไปกับการพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้

และหากบทความนี้มีประโยชน์กับผู้อ่าน หรือคนที่ผู้อ่านหวังดีก็อย่าลืมแชร์ให้เค้าได้อ่านด้วยนะครับ

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

 ที่มา:รศ.นพ.ยงชัย นิละนนท์

 

ดวง 17-31 พ.ค. 61 ราศีใดได้ทรัพย์สินลาภลอย ราศีใดได้เงินเป็นอันมากชีวิตมีสุข

0

ดวงตั้งแต่วันที่ 17-31 พ.ค. 2561

ดวงของใครก็ดวงของมันแตกต่างกันไป มาดูกันว่าดวงตั้งแต่วันที่ 17-31 พ.ค. 2561 แต่ละราศีเป็นยังไงกันบ้างจาก หมอทรัพย์ สวนพลู (ไม่ได้รับทำนายเป็นการส่วนตัว)

ราศีเมษ เกิดตั้งแต่ 13 เม.ย.-14 พ.ค.

ท่านมีการติดต่อกับญาติมิตรและผู้ร่วมงานอย่างกว้างขวาง มีการขยายงานและการลงทุนออกไปอีกเป็นอันมาก เดินทางด้วยความปลอดภัย มีโจรผู้ร้ายชุกชุมในหมู่บ้านของท่าน

ราศีพฤษภ เกิดตั้งแต่ 15 พ.ค.-14 มิ.ย.

ท่านอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สนุกสนานตลกขบขัน ผู้ใหญ่นายจ้างเมตตากรุณาหรืออุปถัมภ์ ได้รับการชมเชยจากผู้ใหญ่ มีรายได้ผลประโยชน์สูงขึ้น ไม่ควรกล่าวพาดพิงถึง ผู้อื่นในการสนทนา

ราศีมิถุน เกิดตั้งแต่ 15 มิ.ย.-15 ก.ค.

ท่านอาจไม่ตื่นเต้นอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ดาวศุกร์ย้ายเข้าราศีเกิด 17.59 น.แล้วดวงจันทร์ย้ายตาม 19.47 น.จะมีรักแรกพบ หรือได้เงินเป็นอันมาก ชีวิตมีความสุขต่อไปอีก จะพบสิ่งที่น่าพิศวง

ราศีกรกฎ เกิดตั้งแต่ 16 ก.ค.-16 ส.ค.

ท่านทำอะไรหรือคิดอะไรอยู่ไม่มีใครรู้ พี่น้องและเพื่อนฝูงไปมาหาสู่มาก ทำราชการเป็นผลดีอย่างสูง ส่วนงานอื่นๆได้ผลดีพอประมาณ มีผู้นำข่าวดีมาบอก ท่านไม่ค่อยเที่ยวเตร่

 

 

ราศีสิงห์ เกิดตั้งแต่ 17 ส.ค.-16 ก.ย.

ท่านทำงานร่วมกับบริวารชั้นผู้น้อยอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีแก่ใจผ่อนปรนให้แก่บริวารตามความเหมาะสม ดูดวงการเดินทางได้ผลดีพอสมควร ได้วัตถุมงคลหรือเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ

ราศีกันย์ เกิดตั้งแต่ 17 ก.ย.-16 ต.ค.

ท่านได้รับของรางวัลหรือของขวัญของฝากเป็นอันมาก มีความสุขและภาคภูมิใจในความเมตตาของผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ควรฆ่าสัตว์ใหญ่หรือสัตว์ใดๆ โดยไม่จำเป็น รวมทั้งการตัดต้นไม้ใหญ่ด้วย

ราศีตุล เกิดตั้งแต่ 17 ต.ค.-15 พ.ย.

ท่านมีโชคลาภจากสิ่งต่างๆ ทั้งที่มีเหตุผลและไม่มี มีกิจการที่ต้องทำในบ้านมากผิดปกติ เช่น การต่อเติมหรือซ่อมแซมในบ้าน บริวารที่อยู่ห่างไกลหรือออกเนื้อออกตัวจะนำข่าวดีมาบอก

ราศีพิจิก เกิดตั้งแต่ 16 พ.ย.-15 ธ.ค.

ท่านทำการงานด้วยความซื่อตรง เด็ดขาด ดูแลรายจ่ายด้วยความเข้มงวดกวดขัน ป้องกันการรั่วไหลต่างๆ ได้อย่างรอบคอบ ดูแลรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมได้ดี บริวารจะตกน้ำหรือมีภัยเพราะน้ำ

ราศีธนู เกิดตั้งแต่ 16 ธ.ค.-14 ม.ค.

ท่านไม่ควรไปนั่งเล่นหรือพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และสิ่งก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จ เพราะอาจพังลงมาได้ ยกเว้นจะเป็นนายช่างก็ได้รับภูมิคุ้มกันไปอีกทางหนึ่ง อาจมีสิ่งของจากที่สูงตกถูกท่าน

ราศีมังกร เกิดตั้งแต่ 15 ม.ค.-12 ก.พ.

ท่านมีความทรงตัวไม่ค่อยดี ขึ้นลงที่สูงไม่ปลอดภัย ชอบอยู่ใกล้วัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟต่างๆ อาจจะพบเห็นอุบัติเหตุใกล้สี่แยกใหญ่ๆ ได้ทรัพย์สินสิ่งของต่างๆ แบบลาภลอย

ราศีกุมภ์ เกิดตั้งแต่ 13 ก.พ.-14 มี.ค.

ท่านอยู่ดีมีสุขตามอัตภาพ ยังมีเรื่องจุกจิกกวนใจในบ้านเรือน เช่น มดปลวกและแมลงต่างๆ ได้บริวารพร้อมกันวันเดียวหลายคน มีผู้นำทรัพย์สินสิ่งของต่างๆ มาให้ด้วยความนิยมยินดี

ราศีมีน เกิดตั้งแต่ 15 มี.ค.-12 เม.ย.

ท่านเดินตามที่ลื่นชื้นแฉะอาจจะหกล้มได้ มีภัยตามห้องน้ำสาธารณะทั่วไป บริวารที่โตเต็มที่แล้วจะมีแฟน ท่านมีงานมากขึ้น ได้สิ่งของมีค่าและสวยงามเข้าบ้าน บริวารทำความดีต่อท่านอย่างมาก

และหากบทความนี้มีประโยชน์กับผู้อ่าน หรือคนที่ผู้อ่านหวังดีก็อย่าลืมแชร์ให้เค้าได้อ่านด้วยนะครับ

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา:khaosod.co.th/special-stories

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทอผ้า ภูมิปัญญาพื้นบ้าน

0

วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทอผ้า

๑. ฝ้าย ฝ้ายที่ทอในปัจจุบันไม่ได้ปลูกเอง แต่จะซื้อสำเร็จรูป ซึ่งมีทั้งฝ้ายที่ย้อมสีสำเร็จและฝ้ายที่ต้องนำมาย้อมสีเอง

๒. กี่ทอผ้า การทอผ้าฝ้ายของกลุ่มสตรีบ้านเหล่าปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการทอด้วยกี่กระตุก เนื่องจากเป็นการทอผ้าที่มีหน้ากว้าง การทอด้วยกี่กระตุกช่วยทำให้การทอผ้ารวดเร็วขึ้น โดยเพิ่มปริมาณความยาวของผ้าได้มากกว่าการทอผ้าที่พุ่งกระสวยด้วยมือ กี่กระตุกที่พบในปัจจุบันมี ๒ ขนาด คือ กี่ขนาดใหญ่ใช้ทอผ้าที่มีความกว้างมาก เวลาทอต้องใช้คน ๒ คนช่วยกันพุ่งกระสวยไปมา ส่วนกี่ขนาดที่สองเป็นกี่ขนาดเล็กซึ่งใช้แรงงานของคนทอเพียงคนเดียว

 

เครื่องทอผ้าพื้นเมืองที่เรียกว่า กี่ หรือหูกทอผ้า กี่ แต่ละหลังมีส่วนประกอบหลายอย่าง ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกันทั้งหมดในขณะทอผ้า ส่วนประกอบต่างๆ ดังกล่าวได้แก่

ฟืม ทำจากต้นไม้ยาวพอสมควรตามขนาดของกี่ มีด้ามสำหรับจับเพื่อใช้ดึงให้ฟืมดันฝ้ายเส้นพุ่งให้ติดกันแน่นเป็นผืน

เขาฟืม มีลักษณะเป็นท่อนกลมๆ ยาวๆ ทำจากวัสดุหลายชนิด เช่น ไม้ไผ่ ท่อพลาสติกหรืออลูมิเนียม จำนวนของเขาฟืมจะขึ้นอยู่กับจำนวนตะกอ ถ้าผ้าที่ทอมี ๒ ตะกอ จะใช้เขาฟืม ๒ เขา ถ้าผ้าที่ทอมี ๔ ตะกอ จะมีเขาฟืม ๔ เขา เขาฟืมจะอยู่ด้านหลังของฟืมต่อกับไม้เหยียบด้านล่างใช้เชือกโยงกับเขาฟืม ซึ่งต่อเนื่องกับไม้หาบฟืมด้านบน เขาฟืมมีไว้สำหรับสลับด้ายเส้นยืนเพื่อสอดกระสวยด้ายเส้นพุ่งเข้าไปก่อนการตอกด้วยฟืม

ไม้เหยียบ ตะกอทำจากไม้ไผ่หรือไม้สัก ขนาดกว่างประมาณ ๒-๓ นิ้ว ความยาวประมาณ ๒-๓ ฟุต สำหรับให้ผู้ทอเหยียบในขณะที่ทอเพื่อสลับเส้นฝ้าย ไม้เหยียบนี้จะอยู่ด้านล่างของกี่ เมื่อเหยียบไม้แล้วจะช่วยยกเส้นฝ้ายขึ้นลงเป็นลายขัดกัน จำนวนของไม้เหยียบจะขึ้นอยู่กับจำนวนเขาฟืมที่กำหนดลวดลายที่จะทอ ซึ่งเรียกว่าลาย ๒ ตะกอ ลาย ๔ ตะกอ

เขี้ยวหมาหรือฟันปลา ทำจากไม้จริง ส่วนใหญ่เป็นไม้สัก เลื่อยเป็นซี่ๆ คล้ายฟันของเลื่อย ใช้สำหรับแยกฝ้ายเส้นยืนไม่ให้พันกันและง่ายต่อการคลี่ฝ้ายออกเป็นผืน

ไม้หาบเขาและไม้หาบฟืม ทำจากไม้ไผ่หรือไม้สักขนาดใหญ่ พาดขวางอยู่บนคานของกี่ในแนวเดียวกับเขาและฟืม โดยใช้เชือกผูกโยงกับเขาและฟืม เพื่อยึดกับกี่ให้มีความแข็งแรง เนื่องจากการทอใช้แรงในการดึงเขาขึ้นลงและดึงหรือตอกฟืมเข้าออกในแนวนอน ในอดีตหลังจากการทอผ้าแล้วเสร็จในแต่ละวัน เจ้าของผลงานต้องนำผ้าที่อยู่ระหว่างการทอพร้อมอุปกรณ์การทอจากกี่ทอผ้าทั้งชุดขึ้นไปเก็บบนเรือน เพื่อป้องกันการสูญหายจากการขโมยผ้า โดยใช้วิธีถอดอุปกรณ์การทอทั้งหมดจากกี่ทอผ้า รวมกันไว้เป็นชุด หาบไว้บนไหล่แล้วเดินเข้าเรือน จึงเป็นชื่อเรียกของไม้หาบเขา หาบฟืม

มะล้อ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับกระตุกและดันกระสวยให้พุ่งไปมา ซึ่งประกอบด้วยไม้โยกขึ้นลง ซึ่งติดอยู่กับคานที่พาดขวางบนกี่ ไม่โยกมีการถ่วง ๒ ข้าง มีแกนของไหมล้อซึ่งใช้เป็นที่จับสำหรับกระตุกไม้โยกขึ้นลง โดยผู้อยู่ข้างที่ผู้ทอมีความถนัด

หัวนก เดิมใช้ไม้เพราะเหล็กหายากในยุคนั้น ปัจจุบันใช้รอกที่ค่อนข้างหาง่าย มีความทนทานสูง แต่ละกี่จะใช้หัวนก ๒ อัน ผูกไว้โยงกับด้านซ้ายขวาของเขาฟืมทั้งสองอัน และคล้องกับไม้หาบฟืมด้านบน มีความสัมพันธ์กับไม้เหยียบ คือ เมื่อเหยียบไม้เพื่อลดเขาฟืมอันหนึ่งลง เชือกที่คล้องผ่านรอกหรือหัวนกจะดึงลงพร้อมกับการยกเขาฟืมอีกอันหนึ่งขึ้น เพื่อให้เกิดช่องว่างระหว่างด้ายเส้นพุ่งที่สลับกันสำหรับพุ่งกระสวยผ่านเข้าไปได้

กระสวยและหลอดไม้ กระสวยเป็นอุปกรณ์ลักษณะยาวรี เจาะเป็นช่องตรงกลางเพื่อใส่หลอดไม้พันฝ้ายเจาะรูด้านข้าง ขนาดให้เส้นฝ้ายลอดผ่านได้ ปลายของกระสวยทั้งสองข้างอาจมนหรือแหลมตามลักษณะการใช้งาน ถ้าหัวมน เอาไว้ใช้สำหรับกี่กระตุก ส่วนหัวแหลมไว้สำหรับพุ่งด้วยมือ ในขณะที่ทอ ผู้ทอจะพุ่งกระสวยไป มา เพื่อให้เส้นฝ้ายที่พุ่งไป มา ไปขัดกับฝ้ายที่เป็นเส้นยืน หลอดไม้ใช้สำหรับพันฝ้ายเส้นพุ่ง ในขณะใช้งานจะนำไปเสียบกับกระสวย หลอดไม้ทำจากปล้องไม้ไผ่บง ซึ่งมีความหนาและทนกว่าไม้ไผ่ทั่วไป มีรูทะลุตลอดปล้องสำหรับเสียบเหล็กเพื่อยึดกับกระสวย ซึ่งการทอผ้าจะไม่ตายตัวสามารถที่จะทำเป็นสินค้าอื่นๆได้เช่นผ้าม่าน ที่ไม่มีคสามซับซ้อนมากนักแต่ดูดีมีราคา

ไม้สะป้าน สำหรับพันเนื้อผ้าที่ทอเสร็จแล้ว

 

๓. เฟือขอ มีลักษณะเป็นโครงสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาจทำจากไม้หรือเหล็กก็ได้ โดยปลายทั้งสองข้างตามแนวนอนมีด้ามเล็กๆ ยึดติดอยู่เป็นระยะ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียงด้ายเส้นยืนตามความยาวที่ต้องการ

 

๔. กงกว๊าง เป็นอุปกรณ์สำหรับคลี่เส้นฝ้ายเพื่อให้ง่ายต่อการทำมาปั่นใส่กระป๋อง

๕. กระป๋องหรือหลอดฝ้ายขนาดใหญ่ กระป่องหรือโครงไม้เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้พันฝ้าย

 

๖. เพียนปั่นด้าย เพียนปั่นด้ายเข้าหลอดหรือกงปั่นหลอดด้าย ปัจจุบันทำจากซี่และวงล้อรถจักรยาน ใช้สำหรับกรอเส้นฝ้ายที่เป็นเส้นพุ่งใส่หลอดไม้ไผ่ที่จะนำไปใส่ในกระสวย

๗. บันไดลิง บันไดลิงในอดีตมีลักษณะเป็นเถาวัลย์ ที่มีลักษณะโค้งงอเหมือนบันได ปัจจุบันบันไดลิงหายาก จึงเปลี่ยนมาใช้ไม้ตอกตะปูห่างกันประมาณ ๓ นิ้ว โดยดัดตะปูให้โค้งงอสำหรับเกี่ยวเส้นฝ้ายไว้และยังคงใช้ชื่อเรียกดังเช่นอดีต

และหากบทความนี้มีประโยชน์กับผู้อ่าน หรือคนที่ผู้อ่านหวังดีก็อย่าลืมแชร์ให้เค้าได้อ่านด้วยนะครับ

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา:woraporn051043.blogspot.com

 

DIYหลอดไฟเก่าให้สวย สไตล์กิ๊บเก๋!!!

0

หลอดไฟเก่า ที่ไม่ได้ใช้แล้ว อย่าเพิ่งทิ้ง!!

วันนี้เรา นำไอเดียดีๆ ที่จะทำให้หลอดไฟเก่าของคุณกลับมาใช้ประโยชน์ในบ้านได้อีกครั้ง นอกจากจะเป็นการประหยัดเงินแล้วยังได้ความเพลิดเพลินไปกับการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ด้วยมาดูกันดีกว่าว่า หลอดไฟเก่าๆที่เราไม่ใช้แล้ว จะแปลงร่างเป็นอะไรได้บ้าง 

แจกันดอกไม้

เพียงแค่เอาไส้ในของหลอดออก จากนั้นใส่น้ำและดอกไม้เล็กๆ สีสันสวยงามลงไป แค่นี้ก็จะได้แจกันรูปทรงใหม่ๆ เอาไว้ใช้ประดับบ้านให้มีความน่ารักและสดชื่นมากยิ่งขึ้น (ภาพใน my home)

กระถางต้นไม้จิ๋ว

หรือถ้าใครอยากได้ต้นไม้ขนาดเล็กๆ อย่างกระบองเพชร  ก็สามารถเปลี่ยนหลอดไฟของคุณให้กลายเป็น
กระถางต้นไม้ขนาดเล็กได้ เพราะนอกจากจะดูเก๋แล้ว ลักษณะของหลอดไฟที่มีความโปร่ง ยังทำให้แสงไฟสามารถส่องเข้ามาให้ต้นไม้ของเราเจริญเติบโตได้อีกด้วย

เทียนหลอดไฟ

ใครว่าหลอดไฟ เก่าจะให้แสงสว่างไม่ได้อีกต่อไป เพราะแค่ใส่น้ำมันพืชลงไปในหลอดไฟตามด้วยเชือกตะเกียงหนึ่งเส้น จากนั้นก็จุดไฟ แค่นี้หลอดไฟเก่าก็สามารถกลับมาให้แสงสว่างได้อีกครั้งแล้ว

ตู้เลี้ยงปลา

อยากเลี้ยงปลาใครว่าต้องเลี้ยงในตู้ เลี้ยงในหลอดไฟก็ได้!! เพียงใช้หลอดไฟปิงปอง หมุนขั้วหลอดออกเพื่อเติมน้ำ และใส่ปลาตัวเล็กๆ ลงไปในหลอดไฟ พร้อมทั้งตกแต่งด้วยกรวดหิน นำไปตั้งไว้บนโต๊ะทำงานหรือ
ชั้นวางของเพื่อให้ความสวยงาม แถมยังประหยัดพื้นที่ในบ้านอีกด้วย

โมบาย

ตกแต่งหลอดไฟเก่าด้วยการนำปากกามาวาดลวดลายลงบนหลอดไฟ หรือลวดมาพันกับหลอดไฟและตกแต่งด้วยลูกปัด จากนั้นนำเชือกมาห้อยกับตัวหลอดไฟแล้วนำไปติดไว้บนเพดานหรือตามผนังบ้าน เท่านี้ก็จะได้โมบายไว้แต่งบ้านแบบมีสไตล์ ไม่เหมือนใคร

นาฬิกาทราย

เพิ่มของแต่งบ้านหรือของขวัญในราคาประหยัดงบประมาณ ด้วยนาฬิกาทรายสุดเก๋ เพียงแค่มีหลอดไฟเก่า
2 อัน นำทรายมาใส่ในหลอดไฟแท่งหนึ่งแล้วใช้อีกแท่งประกบเข้าด้วยกัน นำหลอดไฟทั้งสองอันมาติดเข้ากับแผ่นไม้ เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

ตุ๊กตาแต่งต้นคริสต์มาส

หยิบปากกากับสีโปสเตอร์ในบ้านขึ้นมา แล้วใส่จินตนาการลงไปบนหลอดไฟเก่า วาดลวดลายตัวการ์ตูนต่างๆ หรือจะตกแต่งให้วิบวับด้วยกากเพชรก็ได้ จากนั้นจึงนำขดลวดมาพันเพื่อใช้ประดับห้อยบนต้นคริสต์มาสให้ดู
น่ารัก ไม่เหมือนใคร

ขวดโหลใส่ขนม

หลอดไฟเก่าจะไม่ไร้ค่าอีกต่อไป เพียงใส่ขนม ลูกอม ลงไปในหลอดไฟที่ล้างจนสะอาดแล้ว จากนั้นตกแต่งด้วยการนำเชือกมาผูกโบ และติดการ์ดอวยพร เท่านี้ก็ได้ของขวัญเพื่อมอบให้กับคนพิเศษแล้ว

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา:กัลยกร ทองเต็ม

ประวัติ! การกำเนิดของลูกโป่ง (Balloon)

0

 

กำเนิดลูกโป่ง

ลูกโป่ง คือวัตถุรูปร่างต่าง ๆ ที่ยืดหยุ่นได้ที่ทำให้พองโดยบรรจุแก๊ส เช่น ฮีเลียม ไฮโดรเจน ไนตรัสออกไซด์ ออกซิเจน หรืออากาศไว้ภายใน ลูกโป่งสมัยใหม่ทำจากยาง น้ำยาง พอลีคลอโรพรีน หรือผ้าไนลอน และมีได้หลายสี ในสมัยก่อน ลูกโป่งทำจากกระเพาะปัสสาวะสัตว์ที่แห้งแล้ว เช่น กระเพาะปัสสาวะของหมู ลูกโป่งบางชนิดมีไว้เพื่อประดับตกแต่งสถานที่ แต่บางชนิดถูกใช้จริงเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ เช่น ในทางอุตุนิยมวิทยา การแพทย์ การทหาร หรือการขนส่ง ลูกโป่งเป็นที่นิยมกว้างขวางเนื่องจากมีน้ำหนักเบาและราคาถูก

ผู้ประดิษฐ์ลูกโป่งยางได้คนแรกคือ ไมเคิล ฟาราเดย์ ใน ค.ศ. 1824 จากการทดลองด้วยแก๊สหลากหลายชนิด

 

ลูกโป่งในปัจจุบันนั้น มีไว้เพื่อใช้ในวันพิเศษต่างต่าง  สมัยก่อนลูกโป่งนั้นไม่ได้สวยงามอย่างปัจจุบัน มันจะผลิตมาจาก กระเพาะปัสสาวะสัตว์ตากแห้ง ฟังแล้วก็ออกจะหน้าขนลุกนิดหน่อย จากนั้นไม่นานในปี 1824 ก็มีคนได้คิดค้นลูกโป่งที่ทำจากยางและยังมีการใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 

ในสมัยก่อน มีความเชื่อว่ามือที่ถือ BALLOON เป็น “มือแห่งความสุข” วิธีที่เรากำลูกโป่งอยู่ในมือ มันจะเหมือนความรู้สึกที่เราเดินจูงมือกับ พ่อแม่ ทุกครั้งที่มีคนยืนลูกโป่งให้ ก็เหมือนทำให้เราได้ระลึกถึงมือแห่งความสุขนั้นนั้น ตอนเยาว์วัยอีกครั้ง

1930

ในปี 1930 เริ่มมีการผลิตลูกโป่งแบบอุตสาหกรรม โดยการผลิตจะเริ่มจากการใส่สีลงไปรวมกับยางชนิด เลเท็ส แล้วก็ผสมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-16 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ใช้โมล จิ้มลงไปเพื่อให้เกิดรูปร่างของ BALLOON แล้วหลังจากนั้นก็ต้องไปจุ่มสารต่างต่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และ เพิ่มสมรรถภาพของลูกโป่ง หลังจากนั้นก็เป็นอันเสร็จและก็ถอดออกมาเป็นลูกโป่งให้เราได้ใช้กันในปัจจุบัน BALLOON และ PARTY เรียกว่าเป็นของคู่กัน หากมีปาร์ตี้สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าวันนั้นพิเศษ ก็คือ BALLOON จนกลายเป็น สัญญลักษณ์ของความสุขที่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ทำให้คนทุกเพศทุกวัย “ยิ้มได้”

 

 

แก๊สในลูกโป่ง และความปลอดภัย

ร้านลูกโป่งที่ขายในประเทศไทยโดยทั่วไป พบบรรจุแก๊สอยู่ 2 ชนิด คือ ไฮโดรเจน และ ฮีเลียม ความแตกต่างของแก๊ส 2 ชนิดนี้ คือ แก๊สไฮโดรเจนมีความไวไฟสูง ติดไฟง่าย ส่วนแก๊สฮีเลียมเป็นแก๊สเฉื่อย ไม่ติดไฟ ดังนั้น หากจะใช้งานลูกโป่งในสถานที่ซึ่งมีแสงไฟมาก ตัวอย่างเช่น การจัดตกแต่งงานเลี้ยง งานฉลองต่างๆ ก็ควรเลือกใช้ลูกโป่งบรรจุแก๊สฮีเลียม หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ลูกโป่งฮีเลียม เพราะหากลูกโป่งบรรจุแก๊สไฮโดรเจนอยู่ใกล้ไฟหรือความร้อน ก็จะติดไฟหรือสามารถเกิดระเบิดในกรณีที่มีลูกโป่งจำนวนมากได้ และอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต

 

 

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

หลังจากใช้งานลูกโป่งเสร็จแล้ว ควรปล่อยลมลูกโป่ง แล้วนำไปทิ้งให้ถูกที่ เพราะการปล่อยลูกโป่งลอยขึ้นฟ้าก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาของการปล่อยลูกโป่งที่มีคนพบได้แก่ ซากลูกโป่งจำนวนมากมาเกยตื้นบนชายหาด, เชือกลูกโป่งไปพันติดกับตัวนก หรือสัตว์บางชนิดเข้าใจว่าซากลูกโป่งเป็นอาหารจึงกินเข้าไป สัตว์ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ มีทั้งที่ได้รับการช่วยเหลือ และพบเมื่อเสียชีวิตแล้ว

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา:th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%87

Hosting (โฮสติ้ง) คืออะไร

0

 Hosting

โฮสติ้ง (Hosting) คือ รูปแบบการให้บริการอย่างหนึ่ง สำหรับเป็นพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต เมื่อคนใดต้องการเผยแพร่ข้อมูลแบบออนไลน์ ให้ผู้อื่นสามารถเข้ามาเรียกดูข้อมูล ดาวน์โหลดข้อมูล หรืออื่นๆ จะต้องมีการสร้างเว็บไซด์ขึ้นมาก่อน และจึงนำเว็บไซด์ที่สร้างไว้นั้น อัพโหลดขึ้นมาที่ระบบที่ให้บริการฝากพื้นที่ หรือเรียกว่า ระบบโฮสติ้ง

โฮสติ้ง จะมีการติดตั้งโปรแกรมต่างๆ ที่ทำหน้าที่หลากหลาย เช่น Web Server, FTP, Database, DNS, E-mail, Subdomain, Cronjob และอื่นๆ ซึ่งผู้ที่ต้องการสร้างระบบโฮสติ้งเอง อาจจะมีค่าใช้จ่ายสูง หากต้องการแค่จะมีเว็บไซด์เล็กๆ ก็เพียงเช่าบริการโฮสติ้ง และจ่ายค่าบริการรายปีแค่ไม่กี่บาท

 

ข้อดีของระบบโฮสติ้งคือ

 ผู้ให้บริการจะตั้งค่าทุกอย่างให้ท่านพร้อมใช้งาน ท่านมีหน้าที่แค่อัพโหลดไฟล์เว็บไซด์ที่ท่านได้สร้างไว้ขึ้นระบบ โฮสติ้ง และสามารถทำให้เว็บไซด์ของท่านทำงานได้ทันที หรือจะง่ายยิ่งกว่านั้น ถ้าท่านใช้ระบบเว็บไซด์สำเร็จรูปไม่ต้องเขียนเว็บไซด์ขึ้นมาเอง ก็สามารถกดติดตั้งเว็บไซด์สำเร็จรูปได้จากระบบจัดการโฮสติ้ง (DirectAdmin) เพียงไม่กี่คลิก ก็ได้เว็บไซด์ทันที

แต่ถ้าท่านต้องการทำเว็บไซด์ขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่เยอะ คนเข้าใช้งานเยอะ อาจจะใช้บริการโฮสติ้งไม่ได้ ท่านต้องเช่าบริการแบบ VPS ซึ่งราคาอาจจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็จะมีความเป็นส่วนตัว และรองรับผู้เข้าใช้งานเยอะๆ ได้ แต่การจะมีเว็บไซด์ และทำให้ออนไลน์ได้นั้น จะต้องมีชื่อโดเมน และนำโดเมนมาผูกเข้ากับระบบโฮสติ้ง ถึงจะทำให้เว็บไซด์เข้าใช้งานได้

 

โดเมนเนม คืออะไร?

 

โดเมนเนม (domain name) คือ ชื่อที่ใช้ระบุลงในคอมพิวเตอร์ เพื่อไปค้นหาในระบบ โดเมนเนมซีสเทม (Domain Name System) เพื่อระบุถึง ไอพีแอดเดรส ของชื่อนั้นๆ เป็นชื่อที่ผู้จดทะเบียนระบุให้กับผู้ใช้เพื่อเข้ามายังเว็บไซต์ของตน บางครั้ง เราอาจจะใช้ “ที่อยู่เว็บไซต์” หรือ “Web Address” แทนก็ได้ 
โดเมนเนม หรือ ชื่อโดเมน เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เนื่องจากไอพีแอดเดรสนั้นจดจำได้ยาก และเมื่อเจ้าของเว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลงไอพีแอดเดรส ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสใหม่ ยังคงใช้โดเมนเนมเดิมได้ต่อไป

 

 

เงื่อนไขการตั้งชื่อโดเมนเนม อักขระที่จะใช้ในการตั้งชื่อโดเมนเนม ได้แก่ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเลข และ “-” (ยัติภังค์) คั่นด้วย “.” (มหัพภาค) มีความยาวตั้งแต่ 1 ถึง 63 ตัวอักษร ตัวอักษรตัวใหญ่ A-Z หรือตัวอักษรตัวเล็ก ถือว่าเหมือนกัน เมื่อนำโดเมนเนม มาตั้ง DNS ไปที่โฮสติ้ง (และที่โฮสติ้งต้องตั้งรับโดเมนเนมที่ชี้เข้ามาด้วย) คุณก็จะสามารถเข้าเว็บผ่านโดเมนเนมได้ แต่ถ้าไม่มีโดเมน คุณก็จะต้องเข้าเว็บไซต์ผ่านหมายเลขไอพี ของเว็บโฮสติ้งแทน เช่น http://61.19.246.213/~username/ เป็นต้น

 

แต่ถ้าท่านไม่แน่ใจว่า ทำเว็บไซด์แบบนี้ต้องเช่าบริการโฮสติ้ง หรือ VPS สามารถสอบถามทีมงาน ssdhosting.in.th ได้ทันทีครับ

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

เว็บบราวเซอร์ นั้นคืออะไร

0

เชื่อว่าหลายๆ ท่านนั้นน่าจะใช้เบราว์เซอร์หลักเป็น Chrome สะเป็นส่วนใหญ่ โดย Chrome เวอร์ชัน 62 ที่จะอัพเดทในช่วงตุลาคมนี้นั้นอาจจะทำให้ใครหลายๆ คนไม่ค่อยพอใจเท่าไรนักครับเนื่องจากว่า ในโหมดไม่ระบุตัวตนหรือ incognito mode ที่ทาง Chrome ตั้งใจในเรื่องของความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เป็นพิเศษนั้นจะไม่รองรับกับเว็บไซต์ที่ยังคงเป็น HTTP อยู่หล่ะครับ

ดูเหมือนว่าทาง Google นั้นจะมองว่าเว็บไซต์ HTTP นั้นไม่มีความปลอดภัยและไม่ใช่เว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานทั่วไปนั้นควรจะทำการเข้าถึงครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเว็บไซต์ที่เป็น HTTP ซึ่งมีการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตหรือรูปแบบต่างๆ นั้นกลายเป็นเว็บไซต์ที่ไม่มีความปลอดภัยอีกต่อไปสำหรับ Google หล่ะครับ

fifa55

จากภาพจะเห้นได้ครับว่า Chrome 62 นั้นจะขึ้น “Not Secure Fifa55” บน addressbar แถม Google เองยังเพิ่มอัลกอริธึมให้กับระบบค้นหาของตัวเองให้มีการโชว์เว็บไซต์ที่เป็น HTTP ว่าไม่ปลอดภัยแบบเด่นชัดมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย อย่างไรก็ตามแต่แล้วเรื่องดังกล่าวนี้นั้นอาจจะไม่ค่อนน่าสนใจเท่าไรนักเพราะเว็บส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็เป็น HTTPS กันแล้วส่วนมาก ทว่าก็ยังมีเว็บ HTTP อยู่ด้วยที่ต้องระวังเอาไว้ครับ(โดยเฉพาะเว็บไซต์ของหน่วยราชการไทยส่วนใหญ่ยังเป็น HTTP อยู่เลยครับ)

อ่านต่อเพิ่มเติม galaxy-7.net

หิ่งห้อย หรือแมลงแสง นั้นแตกต่างกันหรือไม่

0

หิ่งห้อยหรือแมลงแสง แมลงคาเรือง แมลงทิ้งถ่วง เป็นแมลงปีกแข็ง ในวงศ์แลมพายรีดี (Lampyridae) อันดับโคลีออปเทอรา (Coleoptera) สำหรับภาษาอังกฤษก็มีเรียกหลายชื่อล้วนแต่แปลว่าแมลงมีแสงทั้งนั้น ทั้ง ไฟเออร์ฟลาย – Firefly, ไลต์นิ่ง ส่วนความหมายของคำว่า “หิ่งห้อย” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้สั้นๆ ว่า แมลงชนิดหนึ่ง มีแสงเรืองๆ ที่ก้น

จากข้อมูลสำรวจพบทั่วทั้งโลกมีหิ่งห้อยประมาณ 2,000 ชนิด ประเทศไทยมีประมาณ 100 ชนิด หิ่งห้อยตัวแรกที่มีหลักฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์แมลงกองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร คือ Luciola substriata Gorham พบโดยชาวอังกฤษชื่อ ดับเบิลยู.เอส.อาร์. ลาเดล (W.S.R. Ladell) จำแนกชนิดโดย จี.อี.บี. กอแรม (G.E.B. Gorham) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 ระบุสถานที่พบว่า ประเทศไทย

หิ่งห้อยมีแสงทั้งระยะหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ส่วนระยะไข่มีแสงเฉพาะบางชนิดเท่านั้น หิ่งห้อยตัวผู้มีปีก ขณะที่ตัวเมียมีรูปร่างหลายแบบ มีทั้งปีกปกติ ปีกสั้น และมีรูปร่างคล้ายหนอน หิ่งห้อยระยะหนอนกินหอย ไส้เดือน กิ้งกือ และแมลงตัวเล็กๆ เป็นอาหาร มีแหล่งอาศัยแตกต่างกันไปตามชนิดของมัน เช่น อาศัยตามบริเวณน้ำจืด น้ำกร่อยที่มีน้ำทะเลหนุน และสภาพที่เป็นสวนป่า หรือภูเขาที่มีสภาพแวดล้อมดั้งเดิมไม่ถูกทำลาย

ตัวเต็มวัยของหิ่งห้อยมีอวัยวะทำแสงอยู่ที่ปล้องท้องด้านล่าง ตัวผู้ให้แสง 2 ปล้อง ตัวเมียให้แสง 1 ปล้อง แสงในตัวผู้จึงสว่างกว่าตัวเมีย แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างคล้ายหนอน มีอวัยวะทำแสงด้านข้างของลำตัว แสงของหิ่งห้อยเป็นแสงเย็น เกิดจากปฏิกิริยาของสารลูซิเฟอริน (luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะ ทำแสง กับออกซิเจน มีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferas FIFA) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีน ไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate: ATP) เป็นตัวให้พลังงานทำให้เกิดแสง ทั้งนี้ หิ่งห้อยกะพริบแสงเพื่อการผสมพันธุ์และสื่อสารซึ่งกันและกัน ส่วนวงจรชีวิตของหิ่งห้อยจะยาวนานหรือสั้น ขึ้นอยู่กับฤดูกาล อุณหภูมิ ความชื้นและความสมบูรณ์ของอาหาร

สำหรับต้นไม้ที่หิ่งห้อยชอบ ไม่ได้มีเพียงต้นลำพู แต่เพราะว่า หิ่งห้อยตัวเต็มวัยไม่กินอาหาร มันกินแต่น้ำหรือน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามใบไม้ ต้นลำพูเป็นพืชที่มีขนที่ใบจึงทำให้น้ำค้างเกาะอยู่จำนวนมาก เป็นแหล่งอาหารอย่างดีของหิ่งห้อย

หิ่งห้อยเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะมีคุณสมบัติที่สามารถใช้เป็น “ตัวห้ำ” ควบคุมศัตรูพืชตามหลักการทางชีวภาพ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การเกษตรกรรม หิ่งห้อยจะทำลายหอยเชอรี่ ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญกัดกินทำลายต้นข้าวในระยะลงกล้าและระยะปักดำใหม่ๆ ทั้งยังเป็นตัวห้ำทำลายหอยที่เป็นโฮสต์กึ่งกลางของพยาธิที่เป็นสาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในคน โรคเลือดในสัตว์ และพยาธิใบไม้ลำไส้ในคน

ด้านพันธุวิศวกรรม สามารถใช้สารลูซิเฟอรินในหิ่งห้อยเป็นเครื่องบ่งบอกว่าการตัดต่อยีนส์ประสบผลสำเร็จหรือไม่ รวมถึงสามารถนำยีนส์หรือฮอร์โมนที่สร้างแสงสว่างของหิ่งห้อยไปใช้ประโยชน์ในการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในเนื้อสัตว์ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์เอกซเรย์ในสหรัฐอเมริกาได้สกัดสารลูซิเฟอรินจากหิ่งห้อย ปล่อยเข้าไปในร่างกายมนุษย์เพื่อให้แสงไปจับตามหน่วยถ่ายพันธุกรรมที่อาจสะสมอยู่ในเซลล์ที่เป็นมะเร็ง เพื่อช่วยให้การตรวจหาเนื้อร้ายในร่างกายได้ง่ายขึ้น หิ่งห้อยมีมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม โดยควรชมในคืนเดือนมืด จะเห็นแสงหิ่งห้อยชัดเจน

ประวัติความเป็นมา “คอมพิวเตอร์” นั้นคืออะไร

0

คอมพิวเตอร์ หรือในภาษาไทยว่า คณิตกรณ์ เป็นเครื่องจักรแบบสั่งการได้ที่ออกแบบมาเพื่อดำเนินการกับลำดับตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ โดยอนุกรมนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อพร้อม ส่งผลให้คอมพิวเตอร์สามารถแก้ปัญหาได้มากมาย

คอมพิวเตอร์ ถูกประดิษฐ์ออกมาให้ประกอบไปด้วยความจำรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูล อย่างน้อยหนึ่งส่วนที่มีหน้าที่ดำเนินการคำนวณเกี่ยวกับตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์ และตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ และส่วนควบคุมที่ใช้เปลี่ยนแปลงลำดับของตัวดำเนินการโดยยึดสารสนเทศที่ถูกเก็บไว้เป็นหลัก อุปกรณ์เหล่านี้จะยอมให้นำเข้าข้อมูลจากแหล่งภายนอก และส่งผลจากการคำนวณตัวดำเนินการออกไป

ประวัติของการคำนวณโดยใช้คอมพิวเตอร์

มีการบันทึกไว้ว่า ครั้งแรกที่มีการใช้คำว่า “คอมพิวเตอร์” คือเมื่อ ค.ศ. 1613 ซึ่งหมายถึงบุคคลที่ทำหน้าที่คาดการณ์ หรือคิดคำนวณ และมีความหมายเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 และตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มา ความหมายของคำว่าคอมพิวเตอร์นี้เริ่มมีใช้กับเครื่องจักรที่ทำหน้าที่คิดคำนวณมากขึ้น

คอมพิวเตอร์ยุคแรกที่มีฟังก์ชันจำกัด

ประวัติของคอมพิวเตอร์สมัยใหม่นั้นเริ่มต้นจากเทคโนโลยีสองชนิดที่แตกต่างกัน ได้แก่ การคำนวณโดยอัตโนมัติ กับการคำนวณที่สามารถโปรแกรมได้ (หมายถึงสร้างวิธีการทำงานและปรับแต่งได้) แต่ระบุแน่ชัดไม่ได้ว่าเทคโนโลยีชนิดใดเกิดขึ้นก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการคำนวณแต่ละชนิดนั้นไม่มีความสอดคล้องกัน อุปกรณ์บางชนิดก็มีความสำคัญที่จะเอ่ยถึง อย่างเช่นเครื่องมือเชิงกลเพื่อการคำนวณบางชนิดที่ประสบความสำเร็จและยังใช้กันอยู่หลายศตวรรษก่อนที่จะมีเครื่องคิดเลขอิเล็กทรอนิกส์ อาทิลูกคิดของชาวสุเมเรียนที่ถูกออกแบบขึ้นราว 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ชนะการแข่งขันความเร็วในการคำนวณต่อเครื่องคำนวณตั้งโต๊ะเมื่อ ค.ศ. 1946 ที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาในคริสต์ทศวรรษ 1620 มีการประดิษฐ์สไลด์รูล ซึ่งถูกนำขึ้นยานอวกาศในภารกิจของโครงการอะพอลโลถึง 5 ครั้ง รวมถึงเมื่อครั้งที่สำรวจดวงจันทร์ด้วย นอกจากนี้ยังมี เครื่องทำนายตำแหน่งดาวฤกษ์ (Astrolabe Fifa55) และ กลไกอันติคือเธรา ซึ่งเป็นเครื่องคำนวณ (คอมพิวเตอร์) เกี่ยวกับดาราศาสตร์ยุคโบราณที่ชาวกรีกเป็นผู้สร้างขึ้นราว 80 ปีก่อนคริสตกาล ที่มาของระบบการสั่งการโปรแกรมเกิดขึ้นเมื่อ ฮีโรแห่งอเล็กซานเดรีย (c.10-70 AD) นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกสร้างโรงละครที่ประกอบด้วยเครื่องจักร ใช้แสดงละครความยาว 10 นาที และทำงานโดยมีกลไกเชือกและอิฐบล็อกทรงกระบอกที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถตัดสินใจเลือกได้ว่าจะชิ้นส่วนกลไกใดใช้ในการแสดงฉากใดและเมื่อใด

อ้างอิงข้อมูล : th.wikipedia.org