บล็อก หน้า 4

ธุรกิจการส่งออกสินค้า และบริการของประเทศไทย

0

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/w6Vrsy

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และการเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพหลักของคนไทย ทำให้ประเทศไทยมีสินค้าทางเกษตรและผลผลิตทางเกษตรอยู่หลายอย่าง และก็มีสินค้าทางการเกษตรที่เป็นสินค้าส่งออกอยู่หลายชนิดเช่นกัน ตัวอย่างเช่น

ยางพารา

ยางพาราจัดเป็นสินค้าส่งออกทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย โดยสามารถแบ่งการส่งออกได้เป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกจะเป็นผลิตภัณฑ์ยางกึ่งสำเร็จรูป เป็นการแปรรูปน้ำยางที่กรีดได้ให้เป็นในรูปแบบที่ต้องการและทำการส่งออกเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการผลิตภัณฑ์ยาง กลุ่มที่สองจะเป็นผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเป็นกระบวนการแปรรูปน้ำยางที่กรีดได้ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น ยางรถยนต์ ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ท่อยาง เป็นต้น

ข้าว

ข้าวนอกจากจะเป็นอาหารหลักของคนไทยแล้ว ข้าวยังจัดเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยอีกด้วย โดยในปีหนึ่งประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นจำนวนมากมีรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในทุกปีสำหรับประเทศที่ไทยส่งข้าวออกมากที่สุดจะได้แก่ ฮ่องกง จีน มาเลเซีย แคนาดา อิรัก อิหร่าน เป็นต้น โดยการส่งออกข้าวของไทยนั้นจะมีทั้งที่เป็น ข้าวเปลือก ข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้า รวมไปถึงข้าวเหนียว

มันสำปะหลัง

มันสำปะหลังก็จัดได้ว่าเป็นสินค้าส่งออกและเป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมากเช่นกัน มันสำปะหลังจัดเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับประเทศในเขตร้อน เช่น ประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกา และทวีปอเมริกาใต้ สำหรับในทวีปเอเชีย เช่น ประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย ก็นิยมการบริโภคมันสำปะหลังเช่นกัน มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ เจริญเติบโตได้ดีแม้ในพื้นดินที่ไม่ค่อยมีความอุดมสมบูรณ์มากนัก จึงเป็นพืชที่ได้รับความนิยมในเพาะปลูกของเกษตรกร

ข้าวโพด

ข้าวโพดเป็นสินค้าทางเกษตรที่ประเทศไทยส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ ประเทศที่เป็นประเทศคู่ค้าของประเทศไทยในการส่งออกข้าวโพดจะได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม เกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน และศรีลังกา แต่การส่งออกจะเปลี่ยนแปลงไปตามความนิยมในการเพาะปลูกข้าวโพดของเกษตรกรในแต่ละปี และความต้องการของตลาด

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/CEMBiL

การเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มทำธุรกิจส่งออก

การส่งออกและนำเข้าประเทศไทยมีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ อีกทั้งประเทศไทยยังได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ที่ดีที่สุดในอาเซียน เพราะมีทางออกทางทะเลทั้งสองฝั่ง ทำให้ธุรกิจส่งออกของไทยมีความน่าสนใจ เหมาะแก่การลงทุน และประเทศเพื่อนบ้านมักจะนำเข้าสินค้าของไทยเป็นหลัก สำหรับการทำธุรกิจการส่งออกสินค้าให้อยู่รอดได้นั้นมีเคล็ดลับ ดังนี้

1.การแต่งตั้งผู้จัดการโครงการขึ้น เนื่องจากการดำเนินธุรกิจประเภทนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องของข้อมูลและวิธีการดำเนินการต่างๆที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งเป็นอันดับแรกในการเริ่มธุรกิจส่งออก ดังนั้นการแต่งตั้งผู้จัดการในครั้งนี้จะต้องเลือกเอาบุคคลในระดับท๊อปสุด ที่มีความรู้ความสามารถบวกกับประสบการณ์การทำธุรกิจในต่างประเทศจึงจะเหมาะสมที่สุด

2.ตรวจสอบโอกาสทางการตลาดของประเทศอื่น ส่งตัวแทนออกไปยังประเทศต่างๆ มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากขนาดไหน โดยต้องพิจารณาข้อมูลในทุกเรื่อง จึงต้องทำการพิจารณาและวิเคราะห์อย่างละเอียดด้วยว่าธุรกิจจะสามารถเข้าไปเจาะและตีตลาดได้หรือไม่

3.ปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์สินค้า ผู้ประกอบการต้องนำข้อมูลของแผนการดำเนินงานทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีมาตรวจสอบเพื่อเปรียบเทียบ เพราะเชื่อว่าคงไม่มีผลิตภัณฑ์สินค้าชนิดใดจะสามารถขายได้ในทุกประเทศโดยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนในส่วนไหนเลย ดังนั้นจึงควรปรับเปลี่ยนถ้าจำเป็น เพื่อผลตอบรับที่ดี

4.เลือกรูปแบบการส่งออก มีอยู่ด้วยกัน 3 ช่องทางคือ รถยนต์ เรือ เครื่องบิน แต่ละช่องทางจะมีราคาและเรื่องระยะเวลาที่แตกต่างกันซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องนำมาคำนวนด้วย ควรต้องคัดเลือกให้มีความเหมาะสมกับแผนงานมากที่สุด หรือใช้วิธีการร่วมทุนกับต่างชาติ

5.ตรวจสอบภาษี ในแต่ละประเทศจะมีการเรียกเก็บภาษีที่แตกต่างกันออกไปตามแต่กฎหมายของประเทศนั้นๆ ดังนั้นจึงควรว่าจ้างทนายความและนักบัญชีที่เป็นคนในประเทศดังกล่าวขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจเพื่อจะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย

6.เสริมสภาพคล่องทางการเงินไว้ให้มาก  เพราะเมื่อเกิดปัญหาฉุกเฉินขึ้นมาก็แทบจะไม่มีสิทธิไปขอกู้ธนาคารที่อยู่ต่างประเทศได้เลย การรักษาสุขภาพทางการเงินจึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

โจ๊กเกอร์ บทสุดอาถรรพ์ ใครแสดงต้องเจอผลกระทบสุดอันตราย พวกเขาจะเป็นยังไงบ้างมาดูกัน

0

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/cnan2M

เป็นที่รู้กันในวงการบันเทิงว่า บทบาท “โจ๊กเกอร์” นั้นเป็นหนึ่งในบทบาทสุดซับซ้อนและต้องอาศัยประสบการณ์ในการแสดงสูง ถึงจะสามารถถ่ายทอดตัวละครออกมาได้อย่างสมบูรณ์ และสำหรับโจ๊กเกอร์คนล่าสุดอย่าง จาเร็ด เลโต้ นักแสดงที่มีดีกรีออสการ์ 1 รางวัลก็ฝากฝีมือถ่ายทอดความเป็น “โจ๊กเกอร์” ใน Suicide Squad ได้อย่างน่าประทับใจและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

และความเข้าถึงบทบาทตรงนี้มีมากถึงขั้นที่ว่าแม้อยู่ในกองก็ยังไม่สามารถถอดคาแรกเตอร์ของตัวละครออกไปได้เลย ซึ่งมันก็คงไม่น่าห่วงเท่าไร ถ้าหากบทที่ว่าไม่ใช่วายร้ายจอมวิกลจริตแห่ง DC Comics

จาเร็ด เลโต้ นักแสดงผู้รับบท “โจ๊กเกอร์” คนล่าสุด เคยให้สัมภาษณ์กับทาง Cinemablend ไว้ว่า “ผมลงลึกไปกับบทบาทค่อนข้างมาก มันเป็นโอกาสที่พิเศษและผมไม่คาดฝันเลยว่าจะได้ทำมัน มันสนุกมากในการเล่นเกมจิตวิทยา แต่ในขณะเดียวกันมันก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเกินบรรยายทีเดียว”

ไม่ใช่แค่ในจอที่ดูสะพรึงบาดจิตเท่านั้น ดูเหมือนว่านอกจอ จาเร็ด เลโต้ ก็ไม่สามารถถอดตัวเองออกจากบทนี้ได้ เพราะเขายังเคยเรียก จิม แพททริค นักแสดงผู้รับบทสมุนของเขาให้ไปทำภารกิจสุดแปลกประหลาดระหว่างวันด้วย หรือแม้แต่ส่งของขวัญสุดสยองให้เพื่อนนักแสดงอาทิ ส่งหนูเป็นๆให้ มาร์โกต์ ร็อบบี้, ส่งลูกกระสุนให้ วิล สมิธ, ส่งนิตยสารเพลย์บอยเลอะๆให้กับ อะดีเวล อะคินโนเย-แอกบาเจ (คิลเลอร์ คร็อก), ส่งหมูตายแล้วให้ วิโอล่า เดวิส หรือแม้แต่ถุงยางใช้แล้วไปให้บรรดานักแสดงที่เหลือด้วย จนนักแสดงหลายคนกลัวที่จะพูดคุยกับเขา ทำให้ตัว จาเร็ด เลโต้ เอง เขาสู่สภาวะคล้ายกับตัวละครโจ๊กเกอร์คือ แยกตัวออกจากสังคม และความโดดเดี่ยวตรงนั้นทำให้ตัวละครน่ากลัวยิ่งขึ้น และนั่นอาจจะหมายถึงประสบการณ์การแสดงที่เจ็บปวดที่จาเร็ดได้บอกไปนั่นเอง

ไม่ใช่แค่ในจอที่ดูสะพรึงบาดจิตเท่านั้น ดูเหมือนว่านอกจอ จาเร็ด เลโต้ ก็ไม่สามารถถอดตัวเองออกจากบทนี้ได้ เพราะเขายังเคยเรียก จิม แพททริค นักแสดงผู้รับบทสมุนของเขาให้ไปทำภารกิจสุดแปลกประหลาดระหว่างวันด้วย หรือแม้แต่ส่งของขวัญสุดสยองให้เพื่อนนักแสดงอาทิ ส่งหนูเป็นๆให้ มาร์โกต์ ร็อบบี้, ส่งลูกกระสุนให้ วิล สมิธ, ส่งนิตยสารเพลย์บอยเลอะๆให้กับ อะดีเวล อะคินโนเย-แอกบาเจ (คิลเลอร์ คร็อก), ส่งหมูตายแล้วให้ วิโอล่า เดวิส หรือแม้แต่ถุงยางใช้แล้วไปให้บรรดานักแสดงที่เหลือด้วย

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/RiaZuH

จนนักแสดงหลายคนกลัวที่จะพูดคุยกับเขา ทำให้ตัว จาเร็ด เลโต้ เอง เขาสู่สภาวะคล้ายกับตัวละครโจ๊กเกอร์คือ แยกตัวออกจากสังคม และความโดดเดี่ยวตรงนั้นทำให้ตัวละครน่ากลัวยิ่งขึ้น และนั่นอาจจะหมายถึงประสบการณ์การแสดงที่เจ็บปวดที่จาเร็ดได้บอกไปนั่นเอง

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/Km5Fi3

เมื่อมองย้อนกลับไปดูบรรดานักแสดงที่เคยรับบท “โจ๊กเกอร์” เราจะพบถึงพฤติกรรมแปลกๆ หรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับพวกเขาในระหว่างที่รับบทนั้นด้วย อาทิ ในปี 1966 ซีซาร์ โรเมโร่ นักแสดงผู้รับบทโจ๊กเกอร์ในทีวีซีรี่ย์มักเดินออกจากฉากด้วยความงุนงงและไม่แน่ใจในตัวของตัวเอง พร้อมกับมีอาการปวดหัวเกิดขึ้นเมื่อเขาเข้าฉาก ซึ่งเขาบอกว่าเมื่อมองย้อนกลับไปแล้วมันเหมือนเป็นสงครามระหว่างตัวเขาและโจ๊กเกอร์

ในปี 1989 เมื่อ ทิม เบอร์ตัน หันมากำกับ Batman และได้ แจ๊ค นิโคลสัน มารับบทโจ๊กเกอร์ บทบาทนั้นทำให้เขาดำดิ่งสู่ด้านมืดของมนุษย์ และเพลิดเพลินไปกับอิสระในการฆ่าฟันและทำร้ายผู้คนเพียงเพื่อความระทึกใจ หลังจากรับบทได้สักพัก แจ๊ค นิโคลสัน ก็เริ่มบอกให้ทีมงานรับรู้ถึงอาการกระสับกระส่ายและอาการนอนไม่หลับของเขา ความเครียดที่เกิดขึ้นจากบทโจ๊กเกอร์กัดกินชีวิตเขามากเท่าไหร่ และแม้ว่ามันจะเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยม แต่แจ๊คก็มักจะพูดถึงอิทธิพลที่ตัวละครส่งผลต่อจิตใจของเขาด้วย

แม้แต่ มาร์ค แฮมิล นักแสดงผู้พากย์เสียงโจ๊กเกอร์ในแอนิเมชั่นก็มีอาการนอนไม่หลับและเครียดเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน และปิดท้ายด้วยนักแสดงที่ฝีมือเป็นที่ประจักษ์แต่น่าเสียดายที่เขาต้องจากไปก่อนวัยอันควรอย่าง ฮีธ เลดเจอร์ นักแสดงดีกรีออสการ์จากบทบาทโจ๊กเกอร์ใน The Dark Knight กำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน นั่นเอง โดยในช่วงจังหวะชีวิตที่ ฮีธ ได้รับบทบาทนี้เป็นช่วงที่เขาเพิ่งเลิกกับ มิเชล วิลเลี่ยมส์ และต้องแยกกับ มาทิลด้า ลูกสาวของเขาพอดี และเขายังเคยพูดถึงตัวละครโจ๊กเกอร์ไว้ว่า “โจ๊กเกอร์คือตัวตลกวิกลจริตที่ฆ่าคนมหาศาล และไร้ซึ่งการเห็นใจผู้อื่น”

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/6AxrZZ

เมื่อเริ่มถ่ายทำ เพื่อนนักแสดงหลายคนเริ่มสังเกตได้ถึงการเข้าครอบงำของโจ๊กเกอร์ที่มีผลต่อตัวนักแสดง ฮีธไม่สามารถถอดคาแรกเตอร์ระหว่างอยู่ในกองถ่ายได้ พวกเขาเปรียบเทียบเขากับแดเนียล เดย์ ลูอิส ที่มีเทคนิคในการเข้าถึงตัวละคร ทว่าแดเนียล เดย์ ลูอิส นั้นไม่เคยต้องรับบทคนวิกลจริตอย่างโจ๊กเกอร์ ถ้าหากว่าหนังของเบอร์ติน เป็นการ “ปลดปล่อย” ด้านมืด หนังของโนแลนคือการ “ขุดลึก” เข้าไปในจิตใจอันมืดมิดของตัวละคร และถ่ายทอดฝันร้ายออกมา ระหว่างการถ่ายทำ ฮีธต้องเข้าพบแพทย์หลายคนและได้รับการรักษาด้วยยาหลายขนาน และท้ายที่สุดเขาเสียชีวิตในอพาร์ตเมนท์ของเขาเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2008 ที่ผ่านมา 6 เดือนก่อนหนังจะเข้าฉายจริงนั่นเอง พ่อของเขาพบไดอารี่ที่ฮีธสะสมเรื่องราวของโจ๊กเกอร์เอาไว้ ตั้งแต่ภาพของไฮยีน่า, ภาพจากคอมิก และในหน้าสุดท้ายปรากฏคำว่า “Bye Bye” เขียนด้วยตัวหนาเอาไว้ด้วย เมื่อแจ๊ค นิโคลสันทราบข่าว