บล็อก

แสงแบบต่างๆของโคมไฟ แบบไหนเหมาะกับเรา?

0
เลือกแสงโคมไฟแบบใหนดี

แสงแบบต่างๆของโคมไฟ

พอดีมีแฟนเพจถามเข้ามาถึงแสงของหลอดไฟที่มีหลายประเภท โคมไฟธาราศิริ จึงขออนุญาติเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสีของแสงจากหลอดไฟที่มีขายในท้องตลาดครับ

เริ่มแรก ขอเล่าถึงเรื่องของอุณหภูมิของสี (Colour Temperature) หรืออุณหภูมิสีสัมพันธ์ (Correlated Colour Temperature) ก่อนครับ ซึ่งตัวนี้เป็นหน่วยวัดมาตรฐานที่กำหนดขึ้นมาโดย CEI (International Commission of Illumination) โดยจะเป็นระบบการวัดแสงโดยมีหน่วยเป็นองศาเคลวิน (Degree Kelvin) และเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าค่าองศาที่น้อยจะให้แสงโทนสีเหลืองและค่าองศาที่สูงขึ้นจะเป็นการให้แสงโทนสีขาวหรือแสงสีขาวอมฟ้า ตามลำดับ

 

ซื้อโคมไฟแบบใหนดี

 

โดยมาตรฐานนี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายนอกเหนือไปจากเรื่องโคมไฟ เช่นนำไปใช้ในวงการถ่ายภาพในการกำหนดค่า White Balance เพื่อให้ภาพถ่ายได้แสงที่ถูกต้อง เป็นต้น

กลับมาที่หลอดไฟที่เราจะใช้ในโคมไฟของเรากันครับ ถ้าเราเปรียบเทียบอุณหภูมิของแสงกับหลอดไฟ ที่อุณหภูมิต่ำๆ ก็จะเป็นหลอดพวกหลอดไส้ (Incandescent) ที่ให้แสงสีส้ม ไปถึงหลอดฮาโลเจน (ฮาโลเจน) ไปถึงหลอดฟลูออเรสเซนต์และคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอดตะเกียบ (Fluorescent and Compact Fluorescent) ที่ให้ขาวขึ้นมาตามลำดับ ดั่งภาพด้านบนครับ

รูปข้างล่างจะแสดงให้เห็นถึงอุณหภูมิของแสงกับหลอดไฟในแต่ละแบบให้เราเข้าใจง่ายๆครับ

 

ซื้อโคมไฟแบบใหนดี

 

ซึ่งในตลาดหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์และคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอดตะเกียบ (Fluorescent and Compact Fluorescent) ในเมืองไทยปัจจุบันที่เราสามารถซื้อได้ทั่วไป จะแบ่งได้ออกเป็นสามเฉดสีครับ คือ แสงโทนวอร์มไวท์ (Warm White), แสงโทนเดย์ไลท์ (Day Light ) และแสงโทนคลูไวท์ (Cool White) ซึ่งจำง่ายๆครับ ถ้า Day หรือ Cool จะเย็นสีจะออกฟ้า และถ้า Warm สีก็จะออกโทนส้มๆ ซึ่งแต่ละโทนแสงก็จะเหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภทต่างกันไป

 

ซื้อโคมไฟแบบใหนดี

 

แสงโทนเดย์ไลท์ (Day Light )

เป็นแสงไฟโทนเดียวกับแสงในช่วงกลางวัน ให้ความสว่างมองเห็นได้ชัด ให้ความรู้สึก กระฉับกระเฉง ตื่นตัว จึงถูกนำไปใช้ในห้องที่ต้องการเป็นทางการเป็นหลัก เช่นตามออฟฟิต สำนักงาน ห้องสมุด ห้องอ่านหนังสือ ห้องเตรียมอาหาร ในโรงงานการผลิต ห้องผ่าตัด ห้องทำฟัน ในโรงพยาบาล ห้องแลบเทสต์ต่างๆ หรือห้องทำงานในบ้านที่ที่ต้องการแสงสว่าง เช่นมุมแต่งหน้า เป็นต้น ซึ่งโทนแสงไฟของหลอดไฟประเภทนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดครับ

 

แสงโทนคลูไวท์ (Cool White)

คลูไวท์เป็นโทนแสงที่อยู่ในช่วงตรงกลางระหว่างแสงเดย์ไลท์และแสงวอร์มไวท์ เป็นแสงที่ลดลดความสว่างของแสงสีฟ้าลง และก็ลดความอบอุ่นของโทนแสงสีส้มลง ลักษณะของแสงจะเป็นสีขาวนวลตา สามารถใช้ได้ทุกสถานที่เช่นกัน แต่ความสว่างจะน้อยกว่าแสงเดย์ไลท์ แต่สีของวัตถุจะเพี้ยนจากความเป็นจริงจึงไม่เหมาะที่จะเอาไปใช้ในสถานที่ที่ต้องการความถูกต้องของสี เพราะฉะนั้นหลอดที่ให้แสงประเภทนี้ใช้ได้ในบางสถานที่ บางโอกาสเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเอาไปใช้ในโชว์รูมสินค้า ทำให้ร้านค้าดูน่าชม หรือจุดที่ต้องการให้สีสันของวัตถุสดใสกว่าความเป็นจริง เช่น ตามแผนกผักผลไม้ อาหารที่ต้องการให้เน้นให้ดูน่าทานมากยิ่งขึ้น

 

แสงโทนวอร์มไวท์ (Warm White)

เป็นแสงไฟโทนอบอุ่น สบายตา มีความสว่างไม่มากนัก แสงจะออกสีส้ม ให้บรรยากาศดูนุ่มนวล อบอุ่น ผ่อนคลาย สีของแสงประเภทนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในด้านการประดับตกแต่งต่างๆ มากกว่าการใช้งานเพื่อความส่องสว่างให้มองเห็น ดังนั้นแสงประเภทนี้จึงนิยมใช้ในร้านสปา ร้านอาหาร ห้องพักของโรงแรม เป็นต้นครับ ขอบคุณข้อมูลจากโคมไฟ ธาราศิริ

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา: https://www.facebook.com/tarasirilighting/

 

หากตรวจเจอโรคนิ่วในไต จะทำอย่างไร? กลไกการเกิดโรคมาจากอะไร?

0
นิ่วในไต

จะทำอย่างไรหากตรวจเจอโรคนิ่วในไต

นิ่วในไต นั้นถูกเรียกในหลายชื่อทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากนิ่วในไตสามารถเกิดได้จากแร่ธาตุและสารอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็น Kidney stone, Renal stone, Kidney calculi, Renal calculi, Renal calculus และ Nephrolithiasis นิ่วในไตถือว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยในในช่วงอายุ 30-60 ส่วนมากแล้วจะตรวจพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเกือบ 2-3 เท่าเลยทีเดียว โดยเฉพาะชาวจังหวัดทางภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศไทย และดูแลผู้สูงอายุ

 

สาเหตุ

สาเหตุของโรคนิ่วไตเกิดจากหลากหลายปัจจัยโดยเฉพาะดูแลผู้สูงอายุ ทั้งปัจจัยเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม เมแทบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และอุปนิสัยการกินอาหารของตัวผู้ป่วยเอง ชนิดของนิ่วมีหลากหลายชนิด องค์ประกอบส่วนใหญ่ในก้อนนิ่วเป็นผลึกแร่ธาตุ เช่น แคลเซี่ยมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต ยูเรต แมกนีเซี่ยมแอมโมเนี่ยมฟอสเฟต เป็นต้น นิ่วที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ นิ่วแคลเซี่ยมฟอสเฟตประมาณร้อยละ 80 รองลงมาคือนิ่วกรดยูริกพบประมาณร้อยละ 10-20 สาเหตุเริ่มต้นของการเกิดนิ่วคือการก่อผลึกแร่ธาตุในปัสสาวะ สารที่กระตุ้นการก่อผลึกเหล่านี้เรียกว่า “สารก่อนิ่ว” ได้แก่ แคลเซี่ยม ออกซาเลต ฟอสเฟต และกรดยูริก สำหรับสารที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะเรียกว่า “สารยับยั้งนิ่ว” ที่สำคัญได้แก่ ซิเทรต โพแทสเซียม และแมกนีเซียม
ปัจจัยเสี่ยงด้านความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนิ่วไตไทย คือ การมีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะต่ำ ได้แก่ ภาวะซิเทรตในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 70-90 และภาวะโพแทสเซียมในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 40-60

 

อาการ

อาการของนิ่วในไต มักไม่มีอาการแสดงใดๆมากนัก แต่จะมีอาการทันทีเมื่อไตเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนหรือมีก้อนนิ่วเข้าไปอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ จนทำให้มีอาการปวดเสียดที่เอว และรวมถึงอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีสีน้ำปัสสาวะที่ขุ่นแดง หรือแผลอักเสบมีหนอง

 

กลไกการเกิดโรค

สาเหตุของการเกิดนิ่วไต คือ การมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับปัจจัยเสริมคือ ปริมาตรของปัสสาวะน้อย ส่งผลให้เกิดภาวะอิ่มตัวยวดยิ่งของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น เช่น แคลเซี่ยมออกซาเลต แคลเซี่ยมฟอสเฟต และยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเครียดจากออกซิเดชั่นและการอักเสบในท่อไต ส่งผลให้เซลล์บุท่อไตถูกทำลาย ตำแหน่งที่ท่อไตถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและรวมกลุ่มกัน เกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานานจนกลายเป็นก้อนนิ่วได้ในที่สุด 
ในคนปกติที่มีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงเพียงพอ จะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ โดยสารเหล่านี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว เช่น ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ทำให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี และขับออกไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะลดลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยับยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในปัสสาวะหลายชนิด เช่น โปรตีนแทมฮอสฟอล และออสทีโอพอนติน ยังหน้าที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะและเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปพร้อมกับปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยระบุว่าความผิดปกติของการสังเคราะห์และการทำงานของโปรตีนยับยั้งนิ่วเหล่านี้ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วไต

 

การรักษา

การรักษาโรคนิ่วในไตนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่

1.ในกรณีที่ก้อนนิ่วมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร สามารถรักษาดูแลผู้ป่วยได้ด้วยการดื่มน้ำให้มากๆและใช้ยาละลายนิ่ว เช่น ยารักษานิ่วที่เกิดจากเกลือแคลเซียม ได้แก่ ยาขับปัสสาวะ (Hydrochlorothiazide chlorothiazide) ยารักษานิ่วที่เกิดจากออกซาเลต ได้แก่ คอเลสไทรามีน (Cholestyramine) หรือยารักษานิ่วชนิดที่เกิดจากการติดเชื้อในไต (Struvite stones)

2.หากพบก้อนนิ่วขนาดใหญ่เกินกว่าระยะแรกซึ่งอาจทำให้ก้อนนิ่วอุดกั้นทางเดินปัสสาวะหรือก้อนนิ่วเกิดการติดเชื้อ ดูแลผู้สูงอายุผู้ป่วยต้องทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพื่อเอานิ่วออกมาเท่านั้น ซึ่งมีการรักษาด้วยวิธีกาต่างๆ เช่น Extracorporeal shock wave lithotripsy (ESWL) ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงส่งพลังผ่านผิวหนังเพื่อสลายก้อนนิ่ว หรือPercutaneous nephrolithotomy (PCNL) แทงผ่านผิวหนังบริเวณเอวเข้าสู่ไตโดยตรง และใช้เครื่องมือคีบเอานิ่วออก

สิ่งที่น่ากลัวของอาการนิ่วในไตคือหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดอาการไตอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรียเรื้อรัง  เมื่อปล่อยให้ไว้นานอาจจะทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดจนเป็นเหตุให้ไตวายเรื้อรังและเสียชีวิตได้

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา: สาระเร็ว.com

7 กีฬาแปลกๆ ที่เคยถูกใช้แข่งใน ‘โอลิมปิก’ มองย้อนกลับไปก็ น่าสนุกดีเหมือนกัน ไปรับชมกันได้เลยจ้า

0

เก็บตกโอลิมปิกที่ผ่านมา

เพิ่งจบกันไปหมาดๆ กับการแข่งขันโอลิมปิกที่ มีการแข่งขันกีฬามากมายทั้งที่ได้รับความนิยม และไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของพวกเราเท่าไหร่นัก

เพราะวันนี้ เรา จะพาทุกคนไปรู้จักกับ 7 กีฬา w88 ที่จะว่าไปแล้วมันก็ไม่แปลกหรอก แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งมันถูกเอามาแข่งเป็นจริงเป็นจังในรายการโอลิมปิกซะได้ อาจจะเป็นกีฬาที่ถูกดัดแปลงมาเป็นกี่ฬาที่แข่งขันในปัจจุบัน

w88

  1. แข่งชักกะเย่อ

นึกว่าจะมีแต่ในกีฬาสีสนุกๆ ขำๆ แบบในบ้านเรา แต่เมื่อช่วงปี 1900-1920 มันเคยถูกบรรจุในการแข่งขันโอลิมปิกมาแล้ว เราคงสนุกน่าดูถ้าได้เห็นตัวแทนแต่ละประเทศมาแข่งดึงเชือกกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และในภาพนี้คือทีมจากประเทศสหรัฐฯ เมื่อปี 1908 ที่จัดขึ้นที่เมืองลอนดอน

  1. แข่งยิงเป้านกพิราบตัวเป็นๆ

ถ้าปัจจุบันยังมีการแข่งขันนี้อยู่ รายการโอลิมปิกคงถูกประณามแน่ๆ เพราะมันเคยจัดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวในปี 1900 ที่เมืองปารีส นกพิราบกว่าร้อยตัวจะค่อยๆ ถูกปล่อยออกมาเพื่อเป็นเป้าให้แก่นักกีฬายิงปืนทั้งหลาย

  1. การแข่งขันปีนเชือก

เป็นการแข่งขันที่ตัวแทนแต่ละประเทศจะต้องแข่งกันปีนเชือกด้วยมือเปล่า เพื่อขึ้นไปให้ถึงจุดเส้นชัยที่อยู่ข้างบน และนี่คือภาพของ Nikolaos w88 Andriakopoulos นักกีฬาปีนเชือกจากกรีซ ที่กำลังจะคว้าเหรียญทอง เมื่อปี 1896 และการแข่งขันนี้ก็ถูกยกเลิกไปในที่สุดหลังจากปี 1932 นั่นเอง

  1. กระโดดดำน้ำทางไกล

เป็นการแข่งขันที่นักกีฬาจะต้องกระโดดดำลงไปในน้ำและห้ามขยับใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเวลากว่า 1 นาที หรือจนกว่าหัวของนักกีฬาจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ และที่สำคัญต้องทำระยะทางให้ไกลที่สุดด้วยถึงจะได้เหรียญทอง รายการแข่งขันนี้ถูกจัดขึ้นเพียงครั้งเดียวเมื่อปี 1904 ดีนะที่ไม่มีใครดำน้ำจนเสียชีวิตจากการแข่งขันนี้

  1. แข่งเรือยนต์

คล้ายๆ กับประเพณีแข่งเรือหางยาวของบ้านเรานั่นแหละ ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจะต้องแข่งกันขับเรือยนต์เป็นจำนวน 5 รอบสนาม (ระยะทางประมาณ 40 ไมล์) และเป็นกีฬาที่อนุญาตให้ผู้ชายลงแข่งเท่านั้น มันเคยถูกจัดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการทดลองในปี 1900 และครั้งที่สองเป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการในปี 1908

  1. การแข่งขันที่เป็นต้นแบบของเทนนิสในปัจจุบัน

หรือในสมัยนั้นรู้จักกันในชื่อ “Game w88 of The Palm ” ซึ่งวิธีการเล่นก็คล้ายๆ กับการดวลแร็กเก็ตนั่นแหละ และมันถูกจัดขึ้นเพียงครั้งเดียวเมื่อปี 1908 ในลอนดอน

  1. ดวลปืน

คล้ายๆ กันกับในหนังคาวบอยที่เราเคยดู แต่ไม่ต้องตกใจไปเพราะเป็นการแข่งขันที่ไม่ได้ใช้ลูกกระสุนจริงๆ เพราะฉะนั้นไม่มีเลือดตกยางออกแน่นอน

การแข่งขันนี้เคยจัดขึ้นเพียงครั้งเดียวเมื่อ 1908 ที่ลอนดอน ผู้เข้าแข่งขันมักจะสวมใส่เสื้อคลุมหลวมๆ ยืนห่างกัน 20 – 30 เมตร ก่อนจะแข่งกันว่าใครยิงได้ไวกว่ากัน หรือแม่นกว่ากัน

ใช้อีเมล์เป็นประจำ ควรเช่า Mail server หรือไม่? เช่า mail server ที่ไหนดี?

0
เช่า mail server ที่ไหนดี

การใช้อีเมล์เป็นประจำ ใช้งานเยอะ ๆ หนัก ๆ ควรเช่า Mail server หรือไม่

เมื่อเรามีธุรกิจ หรือมีองค์กรเป็นของตนเอง แน่นอนว่าการติดต่อสื่อสารผ่านทางอีเมล์ต้องเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในธุรกิจจึงจำเป็นที่ต้องเลือกผู้ให้บริการ ssd hosting และถ้าเกิดว่าเรายังใช้ Free email ในการติดต่อกับคู่ค้าอยู่ นั่นอาจหมายถึงเรากำลังทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรเราไป ผู้ติดต่ออาจมองว่าเราไม่ลงทุน หรือไม่สามารถเชื่อใจได้ว่าเราเป็นบริษัทที่มีตัวตนอยู่จริง หรืออาจจะกำลังหลอกขายสินค้าอยู่หรือเปล่า

ธุรกิจโดยส่วนใหญ่มักจะมีการใช้งานอีเมล์ค่อนข้างหนักอยู่แล้ว โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ ๆ เช่น บริษัทขนส่ง ส่งออก ทำธุรกิจ Logistic ที่ต้องใช้งานอีเมล์อยู่ตลอดเวลา

 

การใช้ Free Email (แบบไม่เช่า Mail Server)

การใช้ Free Email ที่ผู้ให้บริการชื่อดัง เปิดโอกาสให้สมัครกันฟรี ๆ และได้พื้นที่ Mailbox ไปใช้กันเต็มอิ่ม และแถม Features ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่น่าสนใจอีกมากนั้น มีข้อดีคือ ฟรี! คำเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่ทว่าในแง่มุมของการนำไปใช้กับธุรกิจนั้น ของฟรี อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป สิ่งที่อาจจะสร้างความไม่สะดวกมาก ๆ เมื่อใช้ฟรีอีเมล์คือ เราจะไม่สามารถตรวจสอบ Log การส่งออกรับเข้าของอีเมล์ได้เลย ว่าอีเมล์ใดบ้างที่ส่งเข้ามาหาเราในวันนี้ เมื่อวานนี้ รวมถึงหากมีปัญหาส่งข้อความไปแล้ว ข้อความไม่ไปเข้า Mailbox ของผู้รับ เราก็ไม่มีทางรู้ได้อีกว่า Mail server เรามีปัญหาอะไรหรือไม่ และเราก็อาจจะไม่มีที่ปรึกษาเรื่องระบบที่ใช้งานอยู่ ว่าการทำงานของระบบ Mail Server ที่ใช้นั้นเป็นอย่างไร ติดปัญหาอะไรไหม ดังนั้นการใช้ของฟรีอาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับคนทำธุรกิจอีกต่อไป

 

การใช้ Business Email (แบบเช่า Mail Server)

ถึงแม้ว่าการลงทุนจ่ายราคาค่าบริการ Mail Server นั้น แพงกว่าการใช้ฟรีอีเมล์ก็ตาม แต่การเช่า Mail Server ก็มีข้อดีอยู่หลายอย่างด้วยกัน สามารถอธิบายให้ผู้อ่านได้เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

 

  1. มั่นใจว่า Mail Server นั้นถูกออกแบบมาเพื่อการรับส่งอีเมล์โดยเฉพาะ โดยที่ server จะไม่ถูกใช้รวมกับเว็บไซต์ ทำให้การใช้งานค่อนข้างเสถียรกว่า Mail Server ทั่ว ๆ ไปที่แถมมากับ Web Hosting หรือ ssd hosting
  2. มีความปลอดภัยสูง ในส่วนนี้ผู้ให้บริการที่ดีจะเลือกใช้ Mail Server ที่มีมาตรฐาน เช่น SSL Certificate, มีระบบจัดการสแปมและแอนตี้ไวรัสที่ประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะลดความเสี่ยงเรื่องการถูกแฮคข้อมูล, Phishing emailได้เปราะหนึ่ง
  3. มีเจ้าหน้าที่คอยServiceหรือให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม. ข้อนี้ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการอีเมล์โฮสติ้งแต่ละเจ้าด้วยว่าเขามีเงื่อนไขการให้บริการอย่างไร ถ้าเจอผู้ให้บริการที่ไม่ดีก็อาจจะเป็นโชคร้ายของเราไป
  4. ถ้ามีการใช้งานอีเมล์หนัก ๆ จริง ๆ ก็ต้องมีคนคอย Monitoring การใช้งานของ Users ในองค์กรเรา ซึ่งถ้าระบบจัดการภายในของ Mail Server ไม่ดี การควบคุมปัญหาหรือป้องกันปัญหานั้นก็ค่อนข้างยาก บางทีอาจจะเจอปัญหาพร้อม ๆ กันในช่วงเวลาเดียวกัน อาจจะทำให้ Users ที่ไม่มีผู้ให้บริการคอยดูแลโดยเฉพาะองค์กรที่มี Mail Server เอง ทำให้สติแตกก็เป็นได้ เพราะต้องคอยแก้ระบบ และคอยรับปัญหาจาก Users มาตรวจสอบและแก้ไขอีก
  5. สามารถตรวจสอบภาพรวมของการใช้งานอีเมล์ของ Users ในองค์กรได้ระบบบริหารจัดการอีเมล์ที่มีประสิทธิภาพดีนั้น จะต้องตรวจสอบ Log การรับส่ง, การเข้าใช้งานของแต่ละ Users ได้ และสามารถเข้าไปจัดการ Reset password ของ Users ได้ด้วยตัวของ Admin เอง

 

 

เช่า mail server ที่ไหนดี ถึงมีความปลอดภัย

Email Server

หลายองค์กร เลือกที่จะใช้บริการ Email Server โดยเลือกเพียงพื้นที่อีเมล์ที่มีปริมาณมาก ราคาถูก แต่เจ้าของธุรกิจบางท่านกลับเห็นความสำคัญ ต่อการใช้ Email ที่มีความปลอดภัยในด้านข้อมูล เพราะหาก E-mail ที่ใช้งานอยู่ไม่มีความปลอดภัย อาจทำให้สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สิน และ ความไว้ใจต่อผู้ร่วมธุรกิจของบริษัทได้ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจหลายๆท่าน จึงเลือกผู้ให้บริการ Email Server ที่มีคุณภาพ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Email Server ค่ายไหนมีความปลอดภัยสูงสุด

 

Email Server

ควรเลือกเช่า Email Server ที่มีระบบ SSL โดย SSL คือ ใบรับรองความปลอดภัยสูงสุดจาก GeoTrust, Inc. California U.S.A. โดยการเข้ารหัสแบบ 256 Bit เทียบเท่าระบบ Internet Banking ของธนาคารชั้นนำทั่วโลก ( สามารถอ่านอารายละเอียดการทำงาน SSL ได้ ที่นี่ )

ควรเลือกเช่า Email Server ที่มีนโยบายการเข้าถึงข้อมูล ของลูกค้า โดยต้องการมีกำหนดการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าในส่วนของพนักงานและฝ่าย Support

ควรเลือกเช่า Email Server จากบริษัทที่มีระบบเครือข่าย และ ข้อมูลที่ถูกจับตามองของวิศวกรอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการโดนเจาะข้อมูลจาก Hacker และโดนโจมตีจาก Bot

ควรเลือกเช่า Email Server จากบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ อาจดูได้จากลูกค้าที่ใช้บริการ Email Server ค่ายนั้นอยู่ และรางวัลจากสื่อที่น่าเชื่อถือที่มอบให้ค่าย Email Server นั้นๆ

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา: www.ssdhosting.in.th

Data Transfer หรือ Disk Space และ Bandwidth คืออะไร มีความสำคัญกับ Web Hosting อย่างไร?

0
Bandwidth

Data Transfer หรือ Disk Space และ Bandwidth

ในการเลือกใช้งาน Web Hosting หรือ ssd hosting ตัว Spec หรือคุณสมบัตินี่เป็นสิ่งแรก ๆ ที่ผู้ใช้บริการจะสนใจเป็นอันแรก และอันเนื่องจากเทคโนโลนี่เกี่ยวกับ Hard Disk ซึ่งในปัจจุบัน ราคาถูกมาก และเราจะพบว่าผู้ให้บริการหลาย ๆ เจ้าจะกำหนดให้ Disk และ Bandwidth เป็นแบบ Unlimited หมายถึงใช้ได้ไม่จำกัด แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะเมื่อเราใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ผู้ให้บริการจะใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับการใช้ Resource ของ Web Server สูงเพื่อที่จะปฏิเสธการใช้งานต่อ 

Disk Space หรือ พื้นที่เว็บ ใน Web Hosting คือ จำนวนพื้นที่ที่ผู้ซื้อจะได้ใช้  เช่น 

ผู้ขายกำหนดว่า Disk Space = 1 GB, หมาย ความว่าเว็บคุณรวมหมดทุกไฟล์ห้ามเกิน 1 GB
ซึ่งถ้าเป็นเว็บองค์กรธรรมดาที่ไม่ได้มีอะไรมากมาย ถือ ว่าเหลือใช้, แต่สำหรับเจ้าโปรเจ็กทั้งหลายที่วันๆ อาจจะ Run Web ในเครื่องตัวเองจนลืมไปว่า ทั้งหมด มันใช้พื้นที่ หรือ Disk Space ใน เว็บโฮสติ้ง ไปเท่าไหร่ ก็ควรจะรีบดูและเปรียบเทียบกับ Package ที่ผู้ขายได้ทำการกำหนดไว้ก่อนที่จะซื้อ

Harddisk ใน  Web Hosting ไม่ได้เป็นของคุณคนเดียว

Bandwidthซึ่งในความเป็นจริง คุณไม่มีทางได้ทั้งก้อนหรอก 
คุณก็ได้เพียงส่วนหนึ่งเล็กๆ ของปริมาณพื้นที่ทั้งหมดที่ Hardisk ใน Server นั้นมี

 

พื้นที่หรือ Disk Space ที่คุณได้รับนั้น ได้จากการ Share ของ Admin Web Hosting หรือ ssd hosting (ผู้มีอำนาจสูงสุดใน Web Server นั้นๆ)  เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ จากทั้งก้อน Harddisk เพราะผู้ให้บริการต้องนำพื้นที่ใน Harddisk ไปขายกับลูกค้าคนอื่นๆ ให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้กำไรที่มากขึ้นไปด้วย

 

เมกะโปรเจ็กต้องระมัดระวังการ ใช้พื้นที่เว็บเป็นอย่างมาก

ถ้าคุณกำลังทำโปรเจ็กในฝัน ที่อาจจะเรียกว่าเป็น เมกะโปรเจ็ก และ เป็นเว็บที่สวยหรู ลูกเล่น มากมาย, สิ่งที่คุณต้องระวังมากที่สุด คือ พื้นที่ในโฮสติ้งของคุณนั้นพอมั้ย ไม่ใช่ ตอนแรกๆพอ แต่ใช้งานไปเรื่อยๆ มีผู้ชมเข้ามาเป็นสมาชิกมากขึ้น มีการ Upload File จาก User เยอะมาก, อาจทำให้พื้นที่เว็บของคุณเต็มได้ทีเดียว

พื้นที่, ที่คุณใช้ในเว็บโฮสติ้ง นั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ วัน

 

Bandwidth

พื้นที่ในเว็บ จะ มากๆ ขึ้นเรื่อยๆ หากคุณไม่ระวัง

ผมเคยได้มีโอกาส เข้าร่วมฟังบรรยายเกี่ยวกับ สถานะการณ์และความท้าทายของ Harddisk กับ ปริมาณข้อมูลทั่วโลกที่มากขึ้นทุกวัน ซึ่ง เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายๆคนของโลก จาก หลายๆค่ายชื่อดัง ซึ่งทุกคนล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า, ทุกๆ วันนี้ ปริมาณการใช้ข้อมูลนั้นมากขึ้นทุกๆวัน เราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร หรือ จะใช้เทคโนโลยีอะไรในการรองรับ

ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย ดังนั้น การที่คุณจะทำเว็บ หรือ โปรเจ็กอะไรสักอย่างเพื่อวางไว้บน Web Hosting คุณต้องแน่ใจว่า ระบบของคุณมันจะสามารถใช้งานไปได้ยาว และ Harddisk ของผู้ให้บริการ Web Hosting ของคุณสามารถรองรับได้, ซึ่งโดยธรรมชาติของทุกๆโปรเจ็ก ที่มี User เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นจำนวนเยอะๆ จะมีการใช้งานพื้นที่มากขึ้น ทุกๆวัน

 

Data Transfer หรือ Bandwidth 
คือ ปริมาณข้อมูลที่เข้า-ออกจาก Server ผ่านการใช้งาน User ของคุณ ข้อมูลที่เข้าสู่ Server ยกตัวอย่างเช่น การ Upload ข้อมูลผ่าน FTP หรือหน้าเว็บไซต์ การรับ e-mail ส่วนข้อมูลที่ออกจาก Server เช่น การ Download ข้อมูลผ่าน FTP หรือหน้าเวปไซต์ การส่ง e-mail ออก การเปิดดูเว็บไซต์ ซึ่งถ้ามีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณมาก ปริมาณข้อมูลออกของเว็บไซต์นั้นก็จะมากด้วย

 

ตัวอย่างเช่น หากคุณ upload file รูป ชื่อ image1.jpg ขึ้นไปในเว็บโฮสติ้งของคุณ แล้วนำรูปนั้นไปใช้ในเวปไซต์อื่น โดยเรียกมาที่เว็บโฮสติ้งของคุณ เมื่อมีคนเปิดเว็บไซต์อื่นที่มีรูปนั้น ก็จะนับเป็น Data Transfer จากเว็บโฮสติ้งของคุณด้วย

โดยปกติปัญหาด้าน Data Transfer นั้นจะมีกับเว็บไซต์ใหญ่ๆ ที่มีข้อมูล และผู้เข้าชมสูงเท่านั้น

การคำนวณ Data Transfer นี้จะเป็นผลรวมเดือนต่อเดือน เมื่อขึ้นวันที่ 1 เดือนใหม่ จะมีการ reset ค่าเป็นศูนย์ แล้วเริ่มนับใหม่

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา: www.ssdhosting.in.th

มาดูฟาร์มผู้ผลิตแฮม Jamón ที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก และยังช่วยหมูไม่ให้สูญพันธุ์ด้วย…

0
แฮม Jamón-แฮมแพงที่สุดในโลก

ผู้ผลิตแฮม Jamón ที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก

ถ้าหากพูดถึงอาหารจานหรู หลายๆ คนคงอาจจจะนึกถึงไข่ปลาคาร์เวียร์ ปูล็อบสเตอร์ หรือ เห็ดรับเฟิลใช่ไหมล่ะ!? แต่ยังมีอีกเมนูที่ถือว่าเป็นอาหารหรูเหมือนกัน นั่นก็แฮมนั่นเองละครับ หลายคนอาจจะงงว่าแฮมนี่มันหรูตรงไหนเนี้ย!!

โดยเรื่องของแฮมคุณภาพสูงและราคาแพงนั้น เราจะพาไปรู้จักคุณ Eduardo Donato เกษตกรชาวสเปนผู้เชี่ยวชาญการผลิต Jamón แฮมพื้นเมืองของสเปนที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยและเต็มไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่อร่อยกว่าหมูปิ้งนมสด เมืองไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้มันยังถูกยกให้เป็นแฮมที่มีรสชาติดีที่สุดในโลกอีกด้วย ส่วนราคาของ Jamón ต่อขานั้นอยู่ที่ประมาณ 4,100 ยูโร หรือประมาณ 150,000 บาทเลยทีเดียว

 

แฮม Jamón-แฮมแพงที่สุดในโลก

จุดเริ่มต้นของเขานั้นเริ่มมาจากที่พบว่า เขาต้องสูญเสียเพื่อนสนิทไปและเริ่มรู้สึกว่าชีวิตนั้นไม่แน่นอน คุณ Donato ตัดสินใจเลิกกิจการก่อสร้างที่ทำมาตั้งแต่ปี 1989 และเริ่มมองหาที่สงบๆ

หลังจากขายกิจการไปได้หนึ่งปี เขาจึงได้ออกหาพื้นที่สำหรับทำการเพาะปลูก จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะเลือกพื้นที่ในเมือง Huelva ทางตอนใต้ของประเทศสเปน เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีทุกสิ่งที่คุณ Donato ต้องการทั้งความสงบและชีวิตที่เรียบง่าย

 

แฮม Jamón-แฮมแพงที่สุดในโลก

หลังจากที่ได้ศึกษาพื้นที่และใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติถึง 5 ปี ในปี 1996 คุณ Donato ได้ซื้อหมูดำมา 4 ตัวและเริ่มลงมือเลี้ยงพวกมัน ผมชอบนั่งอยู่ตรงระเบียงบ้านและดูพวกมันเดินไปเดินมา” ชายหนุ่มกล่าว

จนกระทั่งในปี 2005 คุณ Donato ได้รู้จักกับหมูสายพันธุ์ Spotted Jabugo ซึ่งเป็นหมูสายพันธ์ุหนึ่งที่รัฐบาลมีการส่งเสริมให้เลี้ยง ถึงแม้ว่าพวกมันจะมีข้อด้อยอยู่บ้าง แต่จุดเด่นของพวกมันก็อยู่ที่จุดสีดำบนผิวหนัง ดังนั้นการนำหมูสายพันธ์ุดังมาเลี้ยง จึงเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการทำแฮม Jamón

 

แฮม Jamón-แฮมแพงที่สุดในโลก

 

หมูสายพันธุ์ Spotted Jabugo วัตถุดิบหลักในการทำแฮมของคุณ Eduardo

แฮม Jamón-แฮมแพงที่สุดในโลก

สาเหตุที่แฮมจากหมู Spotted Jabugo ของคุณ Eduardo มีราคาแพงนั้น มาจากหลายปัจจัยในกระบวนการผลิตที่มีความพิถีพิถันมากกว่าหมูปิ้งนมสด อย่างแน่นอน

โดยหนึ่งปีเจ้าของฟาร์มจะขาย Jamón เพียงแค่ 80 ขาเท่านั้น เพราะสินค้าของเขานั้นเป็นสินค้าออร์แกนิคร้อยเปอร์เซ็นต์ และในทุกขั้นตอนการผลิตนั้นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

คุณ Eduardo ใช้วิธีธรรมชาติในการดูแลหมูของเขา ในแต่ละวันก็จะปล่อยให้เจ้าหมูออกไปหาอาหารในป่า และได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลาย

นอกจากนี้พวกมันยังได้เคลื่อนไหวตลอดเวลา โดยแต่ละวันพวกมันจะเดินหาอาหารในป่าเฉลี่ยนวันละ 14 กิโลเมตรเลยทีเดียว

 

แฮม Jamón-แฮมแพงที่สุดในโลก

โดยปกติทั่วไปแล้วหมูพันธุ์อื่นๆ จะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 14 ถึง 18 เดือนจึงจะพร้อมที่สำหรับนำไปทำแฮม แต่สำหรับหมูพันธุ์ Spotted Jabugo ต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี

และเนื่องจากการเลี้ยงดูหมูพันธุ์นี้เป็นระยะเวลานานหลายปี ในมุมมองของนักลงทุนทางด้านการอาหาร ไม่อาจรอคอยยาวนานขนาดนั้นได้ จึงทำให้หมูพันธุ์นี้ใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที และเหลือจำนวนอยู่เพียงแค่ 100 กว่าตัวเท่านั้นในสเปน

เมื่อพร้อมที่จะนำมาทำแฮมแล้ว ก็จะนำขามาเก็บไว้ในห้องใต้ดินอีก 4-7 ปี รวมๆ แล้วกว่าจะได้เป็นแฮม Jamón สูตรคุณ Eduardo ต้องใช้เวลานานถึง 10 ปีเลยทีเดียว!!

 

แฮม Jamón-แฮมแพงที่สุดในโลก

นอกจากนี้แฮมของคุณ Eduardo ยังเพิ่งได้คว้ารางวัลชนะเลิศจากงานประกวดอาหารออร์แกนิคระดับโลกที่มีผลิตภัณฑ์เข้าร่วมการประกวดถึง 2,300 ผลิตภัณฑ์จาก 130 ประเทศอีกด้วย

 

แฮม Jamón-แฮมแพงที่สุดในโลก

คุณ Eduaro มีลูกค้าอยู่ทั่วโลกทั้งในประเทศฝรั่งเศส เยอรมนีจนกระทั่งถึงฮ่องกงเลยทีเดียว พวกเขาพร้อมจะจ่ายเงินเพื่อแลกกับแฮมคุณภาพเยี่ยมแบบนี้

แฮม Jamón ของเขาได้รับการบันทึกจากกินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดว่าเป็นแฮมที่แพงที่สุดในโลก แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของจะไม่ค่อยชอบคำนี้เท่าไหร่ เขาชอบให้เรียกแฮมของเขาว่า แฮมที่มีคุณค่ามากที่สุดในโลก” มากกว่า

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา: catdumb.com

“ไซนัสอักเสบ” เกิดขึ้นได้อย่างไร?

0
ไซนัส

ไซนัส คืออะไร

ไซนัส ก็คือ โพรงอากาศเล็กๆ ที่อยู่ภายในกะโหลกศีรษะบริเวณรอบๆ จมูก โดยจะมีทางเชื่อมสำหรับเปิดโพรงจมูกอยู่หลายจุดทั้งด้านซ้ายและด้านขวา มีหน้าที่ให้ความอบอุ่นและความชื้นแก่อากาศที่เราสูดเข้าไปในทางเดินหายใจ อีกทั้งยังช่วยในการปรับเสียงพูด ช่วยในเรื่องของการรับรู้กลิ่น รวมถึงสร้างเมือกเพื่อให้ความชื้นและชะล้างโพรงจมูก 

ภายในเยื่อบุโพรงไซนัส (โพรงอากาศ) จะมีขนอ่อน หรือที่เรียกกันว่า Cilia ทำหน้าที่โบกพัดเพื่อระบายเอาเมือกที่เป็นเสมหะ หรือน้ำมูกออกมา ซึ่งในภาวะปกติจะมีการระบายของเมือกที่สร้างขึ้นในโพรงไซนัสลงมาที่รูเปิดในโพรงจมูกเพื่อให้ความชื้นและชะล้างโพรงจมูก แต่ถ้าหากรูนั้นถูกปิดกั้นจากอาการต่างๆ อาทิ อาการเป็นหวัด ที่เยื่อบุจมูกและไซนัสจะมีลักษณะที่อักเสบบวม อาการติดเชื้อ หรือภูมิแพ้ ผนังกั้นจมูกคด หรือมีริดสีดวงจมูก ก็จะทำให้เมือกในโพรงไซนัสไม่สามารถระบายเมือกออกมาได้ ทำให้เกิดการสะสมหมักหมมจนกลายเป็นแหล่งอาหารสำหรับเชื้อโรคที่ใช้ในการเจริญเติบโตลุกลามจากโพรงจมูกเข้าไปในโพรงไซนัส ส่งผลให้เยื่อบุไซนัสอักเสบบวม ขนอ่อนในโพรงไซนัสสูญเสียหน้าที่ในการขับเมือก อีกทั้งการสะสมของเมือกก็จะมีมากขึ้นกลายเป็นหนองขังอยู่ในโพรงไซนัส เป็นเหตุให้เกิดอาการของโรคไซนัสอักเสบได้

 

ประเภทของอาการไซนัสอักเสบ 

อาการของไซนัสอักเสบ สามารถแบ่งออกได้เป็นดังนี้ 

  • ชนิดเฉียบพลัน มีอาการน้อยกว่า 30 วัน
  • ชนิดกึ่งเฉียบพลัน มีอาการอยู่ระหว่าง 30 – 90 วัน
  • ชนิดเรื้อรัง มีอาการมากกว่า 90 วัน

 

อาการอักเสบอาจเกิดขึ้นกับไซนัสได้ทุกตำแหน่ง ได้แก่ 

  • ไซนัสข้างตา (Ethmoid sinus)
  • ไซนัสหน้าผาก (Frontal sinus)
  • ไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary sinus) เป็นไซนัสประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด
  • ไซนัสที่อยู่ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ (Sphenoidal sinus)

 

ไซนัสอักเสบ นับเป็นโรคติดต่อหรือไม่

ไซนัสอักเสบ นั้นไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคเฉพาะที่เกิดขึ้นกับบุคคลซึ่งสามารถพบได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศชื้น อีกทั้งยังสามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย ประมาณ 3 – 5% ของผู้ป่วยที่มาตรวจที่คลินิกหู คอ จมูก ส่วนใหญ่มักตรวจพบว่าอาการไซนัสอักเสบนั้นเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหวัด ยิ่งในเด็กยิ่งพบมาก เพราะมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่

นอกจากนี้ อาการไซนัสอักเสบที่พบในผู้ป่วยยังพบว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคจมูกอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้ , โรคเยื่อจมูกอักเสบ (Purulent rhinitis), ริดสีดวงจมูก (Nasal Polyps), ผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated nasal septum), รากฟันเป็นหนอง เป็นต้น อีกทั้งผู้ป่วยอาจจะมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว อาทิ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ , โรคหืด , โรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) 

โดยทั่วไปกว่า 0.5% ของผู้ป่วยที่เป็นหวัดจะมีโอกาสเกิดไซนัสอักเสบตามมา ส่วนผู้ที่ป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) ก็จะมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วยประมาณ 40 – 50%

 

ไซนัส

สาเหตุของการเกิดไซนัสอักเสบ

  • ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน (Acute sinusitis)สาเหตุนี้มักจะเป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนและโรคจมูกอักเสบที่เกิดจากการการภูมิแพ้  ซึ่งเชื้อที่ทำให้ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากเชื้อไวรัส อาทิ ไวรัสโรคหวัด , เชื้อแบคทีเรีย , และฮีโมฟีลัส อินฟลูเอ็นซาอี นอกจากนั้นส่วนน้อยก็ยังอาจเกิดจากเชื้อรา อาทิ แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) ที่หากพบในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน หรือผู้ป่วยที่เชื้อเอดส์มักทำให้การที่มีอยู่แล้วเกิดอันตรายร้านแรง ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่
    • โรคหวัดเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุจมูกบวม รูเปิดไซนัสอุดตัน ทำให้เกิดการอักเสบของไซนัสได้
    • โรคภูมิแพ้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้จะมีอาการคันในจมูก , คัดจมูก , น้ำมูกไหล ทำให้ต้องคอยขยี้จมูกและสั่งน้ำมูกอยู่บ่อยๆ ส่งผลให้เยื่อบุจมูกบวม รูเปิดไซนัสอุดตัน เสี่ยงต่อการเกิดไซนัสอักเสบได้ง่ายขึ้น
    • การติดเชื้อของฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟันกรามน้อยและฟันกรามด้านบน ซึ่งทั่วไปแล้วพบว่าประมาณ 10% ของการอักเสบของไซนัสที่โหนกแก้มจะมีสาเหตุมาจากฟันผุ เพราะผนังด้านล่างของไซนัสบริเวณนี้จะอยู่ติดกับรากฟัน ในบางรายอาจแสดงอาการชัดเจนภายหลังที่ถอนฟันมาแล้วเกิดรูทะลุระหว่างไซนัสโหนกแก้มและเหงือกขึ้น
    • โรคติดเชื้อต่างๆ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ , โรคไอกรน , โรคหัด
    • เป็นผู้ที่ชอบใช้ยาพ่นจมูกโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะว่ายาพ่นจมูกบางตัวจะทำให้เกิดภาวะติดยาและเยื่อบุจมูกบวมเรื้อรังได้ อีกทั้งยังทำให้ความรู้สึกในการรับกลิ่นลดลงอีกด้วย
    • มีความผิดปกติของโพรงหลังจมูก เช่น เป็นริดสีดวง , เนื้องอกในจมูก , ผนังกั้นช่องจมูกคด หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าในจมูก
    • การสูบบุหรี่จัด หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี อาทิ การอยู่ในชุมชนแออัด อาศัยอยู่ในย่านโรงงาน การได้รับมลพิษทางอากาศ หากได้รับสาร หรือกลิ่นเหล่านี้เข้าไปในจำนวนมากๆ เป็นประจำ จะมีผลทำให้ภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง จึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นไซนัสอักเสบได้ง่ายขึ้น
    • การว่ายน้ำบ่อยๆ หรือการดำน้ำลึกๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสำลักน้ำเข้าไปในจมูกและไซนัสได้ อีกทั้งยังอาจมีเชื้อราเข้าไปสะสมจนเป็นเหตุให้เกิดการอักเสบได้ นอกจากนี้ สารคลอรีน (Chlorine) ที่ถูกใช้ในสระว่ายน้ำก็ยังเป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุไซนัสได้ด้วยเช่นกัน
    • การถูกกระทบกระแทกที่บริเวณใบหน้าอย่างรุนแรง เนื่องจากอาจทำให้โพรงไซนัสโพรงใดโพรงหนึ่งแตกหัก ช้ำบวม หรือมีเลือดออกภายในโพรง เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาภายหลัง
    • การเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศที่เกิดขึ้นรอบตัวแบบทันที อย่างในกรณีของการที่เครื่องบินขึ้น หรือลงจอดแบบทันที หรือจากการดำน้ำลึก หากว่ารูเปิดของไซนัสในขณะนั้นบวมอยู่ในขณะเป็นหวัด หรือโพรงจมูกในช่วงที่กำลังอักเสบจากอาการภูมิแพ้กำเริบ ก็จะส่งผลให้เยื่อบุบวมมากขึ้นได้ อีกทั้งอาจมีการหลั่งสารคัดหลั่ง หรือมีเลือดออก ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบ พบได้โดยมากที่ไซนัสหน้าผาก
  • ไซนัสอักเสบเรื้อรัง (Chronic sinusitis)ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียที่ไม่พึ่งออกซิเจน (Anaerobic bacteria) , สแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus) , ฮีโมฟิลัส อินฟลูเอ็นซาอี (Haemophilus influenzae) , เคลบเซลลา นิวโมเนียอี (Klebsiella pneumoniae) , กลุ่มแบคทีเรียแกรมลบ (Gram-negative bacteria) ในบางครั้งก็อาจมีการติดเชื้อหลายชนิดร่วมกัน นอกจากนั้นส่วนน้อยก็อาจเกิดจากเชื้อรา อาทิ แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) ที่มักทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง อันเป็นเหตุมาจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อเชื้อรา (Allergic fungal sinusitis) พบได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรงเป็นปกติ โดยโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังนี้มักพบว่าเป็นภาวะแทรกซ้อมจากไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่ไม่ได้ถูกรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงยังพบปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก ได้แก่
    • การไม่รับการรักษาที่ถูกต้องเพียงพอในขณะที่ป่วยเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจเกิดจากดูแลผู้ป่วยเองที่ขาดการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง
    • การติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนซ้ำซาก
    • การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น การอยู่ในชุมชนแออัด , การอยู่ในย่านโรงงาน , การได้รับมลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ รวมถึงการสูบบุหรี่จัด
    • การมีโรค หรือภาวะที่ทำให้มีการอุดตันของรูเปิดของไซนัส
    • การมีโรค หรือภาวะที่ทำให้ขนอ่อน (Cilia) ที่คอยโบกพัดเพื่อระบายสิ่งคัดหลั่งออกข้างนอกเสียไป ทำให้เกิดการสะสมของสิ่งคัดหลั่งในไซนัส ก่อนให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้ อย่างในกรณีที่เป็นภาวะหลังเป็นโรคหวัด
    • เกิดโรคกรดไหลย้อนขึ้นที่คอและกล่องเสียง (Laryngopharyngeal reflux – LPR)
    • เป็นโรคทางทันตกรรมเรื้อรัง
    • มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือลดลง เช่น ผู้ป่วยเอดส์, เบาหวาน , ปลูกถ่ายอวัยวะ , ผู้มีภาวะโลหิตจาง , ขาดสารอาหาร , มีอารมณ์แปรปรวน , มีความเครียดสูง
    • มีปัจจัยเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ที่ส่งผลให้เกิดการบวมของเยื่อบุจมูก เยื่อบุไซนัส และรูเปิดไซนัสบวม ทำให้มีสิ่งคัดหลั่งสะสมอยู่ในไซนัส ก่อให้เกิดการติดเชื้อ

ใครบ้างที่โอกาสเสี่ยงป่วยเป็นไซนัสอักเสบได้

ในความเป็นจริงแล้วใครๆ ก็สามารถที่จะเป็น ‘ไซนัสอักเสบ’ ได้ แม้แต่เด็กแรกเกิดที่มีโพรงอากาศ หรือไซนัสขนาดเล็กก็ตาม แต่ก็มีคนอยู่หลายกลุ่มที่เสี่ยงเป็นโรคไซนัสอักเสบได้ง่ายกว่าคนทั่วๆ ไปอยู่ ดังนี้ …

  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก :เมื่อเกิดอาการแพ้ก็จะมีลักษณะอาการคล้ายกับคนเป็นหวัด เยื่อบุจมูกจะมีอาการบวม รูเปิดไซนัสจะตีบตัน ทำให้เกิดการอักเสบภายในไซนัสได้
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของช่องจมูก :ยกตัวอย่าง ผู้ที่มีผนังกั้นระหว่างช่องจมูกคด ทำให้ช่องจมูกนั้นมีความกว้างเล็กกว่าปกติจนทำให้เกิดอาการแน่นและคัดจมูก อีกทั้งยังเป็นการขัดขวางการไหลเวียนของน้ำมูกตามปกติที่จะไหลไปทางด้านหลัง ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ที่สูบบุหรี่และผู้ที่อยู่ในเขตที่มีมลภาวะเป็นพิษ :การทำพฤติกรรมดังกล่าว หรือการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจะทำให้ภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลงได้ จึงทำให้มีโอกาสที่จะเป็นไซนัสอักเสบได้ง่ายขึ้น

สระว่ายน้ำที่มีการใส่สารคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค : การว่ายน้ำในสระน้ำที่มีคลอรีน หรือถูกทำการฆ่าเชื้อด้วยโอโซนก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นไซนัสอักเสบขึ้นได้ เพราะเราอยู่ในสภาวะเช่นนั้นเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุได้

 

ไซนัส

ลักษณะอาการเมื่อเป็นไซนัสอักเสบ 

ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน 

ในผู้ใหญ่มักมีอาการปวดที่บริเวณใบหน้าเมื่อเกิดการอักเสบ เช่น ปวดที่บริเวณหัวตา , หน้าผาก โหนกแก้ม , รอบๆ กระบอกตา , หลังกระบอกตา ในบางรายอาจรู้สึกคล้ายกับปวดฟันตรงซี่บน ซึ่งอาจปวดเพียงข้างเดียว หรือปวดทั้งสองข้าง โดยอาการปวดจะเป็นแบบตื้อๆ หรือหน่วงๆ ในบางครั้งจะมีอาการมึนศีรษะร่วมกับการปวด อีกทั้งอาการปวดมักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า หรือบ่ายเวลาที่ก้มศีรษะ หรือเปลี่ยนท่า 

ผู้ป่วยที่มีเป็นไซนัสเฉียบพลันจะมีอาการคัดแน่นจมูกอยู่ตลอดเวลา พูดเสียงขึ้นจมูก มีน้ำมูกเป็นหนองออกข้นเหลือง หรือเขียว หรืออาจมีเสมหะข้นเหลือง หรือเขียวไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอ ทำให้ต้องคอยสูด หรือขากออก ในบางรายอาจมีไข้สูงจนหนาวสั่น ซึ่งในขณะที่มีไข้นั้นก็จะมีอาการปวดศีรษะและปวดบริเวณใบหน้าร่วมด้วย รวมถึงยังมีอาการอ่อนเพลีย ไอเรื้อรังเป็นเวลานาน เจ็บคอ ระคายคอ เสียแหบ ปวดหู หูอื้อ หายใจมีกลิ่นเหม็น อีกทั้งความรู้สึกในการรับรู้กลิ่น หรือลดชาติก็ลดลงไปด้วย

 

ผู้ป่วยไซนัสเรื้องรังที่เป็นเด็ก

ในป่วยเด็กที่มีอาการไซนัสเรื้อรังนั้นมักมีอาการที่ไม่ชัดเจนเท่าผู้ใหญ่ แต่เมื่อเป็นหวัดก็มักมีระยะเวลานานกว่าปกติกว่าจะหาย ยกตัวอย่าง เมื่อเป็นหวัดทำให้มีน้ำมูก แต่น้ำนั้นอาจใส หรือข้นเป็นหนอง มีอาการไอติดต่อกันนานกว่า 10 วัน ซึ่งมักจะไอในช่วงกลางวันและกลางคืน รวมถึงมีไขต่ำและหายใจมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย ในเด็กบางราย อาจแสดงอาการเป็นหวัดที่รุนแรงกว่าปกติ เช่น มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส มีน้ำมูกข้นเป็นหนอง มีอาการปวดที่บริเวณใบหน้า หลังตื่นนอนก็จะสังเกตเห็นได้ว่าจะมีอาการบวมรอบๆ ดวงตา นอกจากนี้ ในเด็กที่มีอาการของหูอักเสบเรื้อรังและหอบหืด ก็ควรนึกถึงว่าอาจมีความเสียงที่จะเป็นไซนัสอักเสบเผื่อไว้ด้วย อีกทั้งในเด็กบางรายที่ป่วยเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันจะมีอาการกำเริบมากกว่าปีละ 6 ครั้ง แต่ละครั้งจะนานกว่า 10 วัน 

 

ไซนัส

ไซนัสอักเสบเรื้อรัง 

ผู้ป่วยที่มีอาการไซนัสอักเสบเรื้อรังมักมีอาการต่อเนื่องทุกวันนานเกิน 90 วัน ผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ มักจะมีอาการคัดแน่นจมูก มีเสมหะข้นเหลือง หรือเขียวไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอ เมื่อหายใจก็จะมีกลิ่นเหม็น มีความรู้สึกในการรับรู้กลิ่น หรือรสชาติลดลง แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีไข้แบบที่พบในไซนัสอักเสบเฉียบพลัน 

ผู้ป่วยไซนัสอักเสบเรื้อรังที่เป็นเด็กมักมีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เมื่อหายใจจะมีกลิ่นเหม็น มีโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน หรือหูชั้นกลางอักเสบซ้ำซาก

 

วิธีป้องกันไซนัสอักเสบ 

เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอาการไซนัสอักเสบ หรือลดอาการรุนแรงที่เกิดขึ้น ควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ 

  1. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอขั้นแรกให้ออกกำลังกายเป็นประจำแบบไม่ต้องหักโหม เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค ต่อมาให้พักให้เพียงพอ อย่าอดนอน หรือนอนดึกบ่อยๆ เพราะหากร่างกายอ่อนแอก็จะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และสุดท้าย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทุกวัน โดยให้ลด หรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ด้วย
  2. ให้หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษอย่าง มลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ และกลิ่นที่ผิดปกติ โดยแนะนำให้อยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีฝุ่นละออง ไม่มีเกสรดอกไม้ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  3. หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำดำน้ำ หรือกระโดดน้ำ เมื่อมีอาการคล้ายกับหวัดกำเริบ
  4. หลีกเลี่ยงภาวะที่อุณหภูมิมีการแปรเปลี่ยนฉับพลันอาทิ การเข้าๆ ออกๆ ห้องปรับอากาศ หรือการอยู่ในรถยนต์ที่ตากแดดร้อนๆ เป็นเวลานานๆ เป็นต้น
  5. ไม่ควรใช้ยาพ่นจมูกโดยที่ไม่ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ 
  6. ควรเดินทางไปรับการตรวจโพรงจมูกจาก แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ปีละครั้ง
  7. พยายามดูแลตัวเองไม่ให้เป็นหวัด เพราะหากเราเป็นหวัดก็สามารถทำให้เป็นไซนัสอักเสบได้
  8. การป้องกันไซนัสไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก สามารถทำได้โดยพยายามแก้ไขและป้องกันไม่ให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นมาซ้ำได้อีก เช่น การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และหากมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ว่าจะเป็น โรคหวัด โรคคออักเสบ หรือฟันผุ จะต้องรีบรักษาให้หายโดยเร็ว แต่ถ้าหากเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ริดสีดวงจมูก ผนังกั้นช่องจมูกคด เหล่านี้ก็ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม
  9. สำหรับผู้ที่เป็นหวัด มีน้ำมูก หรือมีเสมหะในคอในลักษณะข้นเหลือง หรือเขียว เป็นหวัดต่อเนื่องติดต่อกันนานกว่าปกติ (นานเกิน 10 วัน) หรือเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง แนะนำว่าควรจะไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจจะเป็นผลที่เกิดจากไซนัสอักเสบ

 

ใครจะคิดว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเรา โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ หรือใบหน้านั้นจะมีผลมาจากการที่เราไม่สบาย หรือเกิดความเครียดเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นอาการที่บอกถึงความไม่แข็งแรงและการมีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ต่ำกว่าปกติ ฉะนั้น เราจึงควรหันมาเริ่มต้นออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงดูแลตัวเองให้ดีในทุกๆ ด้าน เราจะได้เอาเวลาที่มีอยู่ไปทำสิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ หรือสิ่งที่เราอยากทำ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเข้าโรงพยาบาล หรือรักษาอาการไซนัสให้เปลืองเวลา เพราะชีวิตเรายังต้องอยู่เพื่อตัวเองและเพื่อคนอื่นๆ ไปอีกนาน

และหากบทความนี้มีประโยชน์กับผู้อ่าน หรือคนที่ผู้อ่านหวังดีก็อย่าลืมแชร์ให้เค้าได้อ่านด้วยนะครับ

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา: sanook.com

WiFi หอพักทำไมถึงช้า ?

0
WiFi หอพักทำไมถึงช้า ?

 

WiFi หอพัก

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ เจ้าของ หรือผู้ดูแลไม่ว่าจะเป็นหอพัก อพาร์ทเม้นต์ หรือโรงแรมและคุณติดตั้งระบบ WiFi Hotspot ไว้เพื่อให้บริการผู้เช่าแล้วล่ะก็ คำถามที่คงจะต้องเคยเจอกันทุกคนคือเสียงบ่นจากผู้เช่าว่า ทำไมอินเตอร์เน็ตช้าจัง เล่นอะไรไม่ได้เลย เน็ตมีปัญหาหรือเปล่า

จริงๆ น่าจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะอาจจะเป็นที่อินเตอร์เน็ตของผู้ให้บริการช้าเองก็ได้ แต่พอได้ฟังบ่อยๆ เข้าก็จะเริ่มรู้สึกว่ามันคงไม่ใช่แล้ว น่าจะมีอะไรผิดปกติกับระบบ WiFi ของหอพัก อพาร์ทเม้นต์ของเราหรือเปล่า

ในความเป็นจริงอาการเน็ตช้าของหอพัก อพาร์ทเม้นต์นั้นสาเหตุหลักๆ มักจะเกิดจาก

  • มีคนใช้งานเน็ตมากเกินไป หรือความเร็วอินเตอร์เน็ตไม่พอกับกับการใช้งาน
  • มีบางคนดึงแบนวิทหรือความเร็วเน็ตไปใช้หมด ไม่ว่าจะเพราะดูหนังออนไลน์ ดาวน์โหลดข้อมูลขนาดใหญ่ๆ หรือเล่น bittorrent
  • เครื่องของผู้เช่าบางเครื่องอาจจะติดไวรัส
  • สัญญาณ WiFi ไม่ครอบคลุม ทำให้บางเครื่องที่ได้สัญญาณต่ำ ความเร็วต่ำไปด้วย
  • ผู้เช่าเปิดโปรแกรมบางอย่างดึงเน็ตไปใช้คนเดียว แล้วบังคับให้คนอื่นใช้เน็ตไม่ได้
  • ระบบที่เราใช้อยู่มีปัญหา

WiFi หอพักทำไมถึงช้า ?

 

จากสาเหตุข้างต้น บางข้อเราสามารถแก้ได้ บางข้อก็เป็นที่อุปกรณ์ของผู้เช่าเอง บางข้อต้องแก้ที่ระบบเราด้วย แต่ทั้งหมดที่ว่ามาสามารถแก้ได้ด้วยการวางระบบที่ดีไว้ก่อนล่วงหน้า แล้วปัญหาที่ว่ามาจะน้อยลง ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่าแล้วระบบที่ดีนั้นเป็นอย่างไร ก็ขอแจกแจงคร่าวๆดังนี้

  1. ในกรณีที่หอพักของเรามีหลายชั้น แต่ละชั้นติดอุปกรณ์กระจายสัญญาณ ดังนั้นอุปกรณ์กระจายสัญญาณ WiFi ที่เราใช้ในแต่ละชั้นควรเป็น AccessPoint โดยเฉพาะ แทนที่จะซื้อ Router แล้วมาเปลี่ยนโหมดเป็น AccessPoint นั่นเพราะหากมีเหตุการณ์ไฟตก ไฟกระชาก ฟ้าผ่าพวกนี้อาจทำให้อุปกรณ์เราถูก Reset ค่าคอนฟิกกลับไปเป็นค่าตั้งต้น ซึ่งค่าตั้งต้นของ Router จะแจก IP ด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ใครก็ตามที่มาเกาะที่ Router ตัวนี้จะออกเน็ตไม่ได้ หรือเครื่องใครได้รับ IP มาจาก Router ตัวนี้ก็จะออกเน็ตไม่ได้เช่นกัน
  2. ระบบ WiFi Hotspot ที่เราใช้ควรจะจำกัดความเร็วการใช้งานให้กับแต่ละคน ซึ่งจะทำให้การใช้งานอินเตอร์เน็ตโดยรวมไม่ติดขัด หากไม่จำกัดความเร็วอาจมีผลทำให้ผู้เช่าหนึ่งคนดึงความเร็วเน็ตที่มีไปใช้จนหมดไม่เหลือให้คนอื่นใช้ พอเราจำกัดความเร็วแล้วปัญหาเรื่องไวรัสของผุ้เช่าก็จะหมดไปด้วย เพราะแม้เครื่องจะติดไวรัส ดึงเน็ตไปใช้เยอะแค่ไหน ก็ได้ไม่เกินที่เราจำกัดไว้
  3. ติดตั้งตัวกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด บางคนอาจจะคิดว่าสิ้นเปลือง แต่หากเราวางระบบไว้ครอบคลุมแต่แรก ก็ไม่จำเป็นต้องมาเพิ่มทีหลัง เพราะการจะเพิ่มจุดกระจายสัญญาณอาจหมายถึงการต้องเดินสายแลนไปที่จุดนั้นใหม่ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายเยอะ และบางทีเดินแลนเพิ่มก็ทำให้ความสวยงามของอาคาร สถานที่ลดลงด้วย
  4. ระบบ WiFi Hotspot ที่ดีควรจะต้องดูได้ว่าตอนนี้การใช้งานอินเตอร์เน็ตของหอพัก อพาร๋ทเม้นต์เป็นอย่างไร เน็ตที่ซื้อไว้ยังพอรองรับจำนวนผู้ใช้งานได้อยู่หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ว่าอุปกรณ์ Hotspot ทุกตัวจะสามารถบอกตรงนี้ได้

 

จะเห็นได้ว่าการวางระบบไว้ดีตั้งแต่แรกนั้นจะทำให้ปัญหาที่จะตามมานั้นลดน้อยลง และโปรเน็ตที่ใช้ควรสอดคล้องกับความต้องการใช้งานด้วย หรือถ้ามีก็จะสามารถแก้ไขได้ไม่ยากจนเกินไปนัก ดังนั้นก่อนการติดตั้งระบบ WiFi Hotspot ใดๆ ควรศึกษาระบบที่เราจะใช้ให้ดีก่อนเสมอ

และหากบทความนี้มีประโยชน์กับผู้อ่าน หรือคนที่ผู้อ่านหวังดีก็อย่าลืมแชร์ให้เค้าได้อ่านด้วยนะครับ

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา: befirstnetwork.com

 

Articles – Color Packs

0

Color Packs

Your Website.com editor comes with a pre-made color library. Each color scheme is professionally designed to ensure that the colors match. In addition, each color tone is fully customizable. – You can adjust the color tone, change the color, or use the built-in color picker to choose a new color.

 

Choosing a new color scheme for your website:

1. From the menu on the left side of the editor, click Design.
choose color your website.

 

2. Choose a color scheme.
choose color your website.

 

3. The default color scheme for the template of your choice is displayed in the color panel. Scroll down the library to select the desired color palatte.

4. Click the desired palatte color to apply to your website. Changes are automatically saved and are automatically applied.

 

Customize your website colors:

When you choose a new color scheme for the website, the customization icon is added to the right side of the ceiling.
1. Click the Customize icon to open the color block and shade.

 

2. The display at the bottom of each color is the color range of the color. If you want to keep a similar palette, you can choose new colors from existing shades or shades. Click on the shades and choose colors. Changes are automatically saved and are automatically applied.

 

3. If you want to change the color, click the color to open the color picker. Use color options to select new colors. Click Apply when ready. Changes are automatically saved and are automatically applied.

Restore the palatte of your site to the default of the template:
If you want to set the palatte color to the default color, click the reset icon.

 

 

 

Compose: MCCONTENT
Source: http://www.ssdhosting.in.th/

 

Color psychology boosts your business.

0

Boost Your Business with Color Psychology

Growing up, we’ve always been reminded to look beyond the physical – it’s what’s on the inside that matters, don’t judge a book by its cover – but in reality, we’ve actually been doing the opposite all our lives (sorry mom). Most of our decisions are subconsciously based off first-impressions and quick glances – and one of the first things we react to is color! Whenever we describe an object, we often start with its color because color is integral to our visual database. Color is important because we see it in everything and use it to differentiate one thing from another.

 

How to make color work for you

Choosing the right color can make or break your brand and website.  This color is going to affect how consumers perceive your brand and what values they associate with it.  While colors can mean different things for different cultures, studies have shown there are universal meanings for each color in advertising.

 

Blue: Trust, Loyalty, Dependability

Examples: Facebook, IBM, Twitter

Blue is one of the most popular colors around so it’s natural our minds associate it with reliability and dependability. Banks often go with blue logos to emanate their trust and loyalty. As social media is becoming a powerful force in the world for users to unite and create social change, it’s no wonder Twitter and Facebook also opted for blue in their branding.

 

Red: Excitement, Energy, Urgency

Examples: Coca-Cola, Lego, Lululemon

Red is a color that evokes a passionate response, and the brands that use it are often known for being associated with energy and excitement. Who would’ve thought a soft drink, a children’s construction toy, and a yoga brand could find common ground? This really highlights how one feeling can be linked to so many different ideas and memories.

 

Yellow: Warmth, Happiness, Optimism

Examples: Ikea, Mcdonald’s, Cheerios

Just like the sun, yellow is associated with all things warm and happy. Combined with their slogan, “Bee Happy”, evidently Cheerios wants their audience to associate them with warm and fuzzy feelings.

Green: Nature, Health, Peace

Examples: Whole Foods, The Body Shop, Perrier

“Going Green” is a term coined to mean being environmentally friendly, but its often taken quite literally. Green is often associated with anything good for the ecosystem and/or our bodies. Think grassy meadows and green juice and you’ve got the idea.

White: Simplicity, Clarity, Balance

Examples: Apple, Wikipedia

Who doesn’t know the iconic Apple logo? White is not only the color of clarity and simplicity, its also the color of balance because it represents the presence of every color in the spectrum; it’s whole and complete. Crisp and clean, and very representative of Apple’s products which are compact and sleek.

Black: Classic, Elegance, Power

Examples: Nike, Adidas, Sony

You’ll find that black is a popular choice amongst sports and fitness brands because it’s classic and shows power in its simplicity. The intensity and focus of sports is translated into black as if to say “no distractions”.

A color can be so powerful in conjuring a brand that some companies may go as far as trademarking a certain hue (We’re looking at you, “Tiffany Blue”). Color is especially relevant when it comes to branding because it can cause immediate recognition of your brand without even a logo or a name – but whether that recognition is positive or negative depends on how people perceive the color.

Now you try

When you’re building your website, try to think about how you want visitors to feel and then choose the color that best suits that message. Next, use the color schemes in our Site Builder to see which one helps you achieve your goal. The color schemes are automatically set so you don’t need an interior design background to figure out which colors complement each other, and which colors clash.  Our design team has already prepackaged the color schemes to take out all the guesswork.

 

 

 

Compose: MCCONTENT
Source: http://www.ssdhosting.in.th/