วงการดนตรีสะเทือนอีกครั้ง ไม่ใช่แค่จากเพลงฮิตติดชาร์ต แต่จาก “เพลงที่ AI สร้าง” เราได้เห็นเพลง AI Cover ที่เสียงเหมือนศิลปินดังจนแยกไม่ออก หรือแม้แต่เพลงที่แต่งใหม่ทั้งเนื้อร้องและทำนองโดยปัญญาประดิษฐ์ จนเกิดคำถามที่ดังกระหึ่มในหมู่คนทำงานว่า “แล้วใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์”
คำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางทฤษฎี แต่มันคือเรื่องของ “รายได้” “อนาคต” และ “ความอยู่รอด” ของศิลปิน หากคุณเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง หรือค่ายเพลง บทความนี้คือ “กฎเหล็ก” ที่คุณต้องอ่าน เพื่อทำความเข้าใจสถานะทางกฎหมายที่ซับซ้อนนี้ ก่อนที่คุณจะ “เสียเปรียบ” ในเกมที่เทคโนโลยีกำลังเขียนกติกาใหม่
ทำไมลิขสิทธิ์เพลง AI ถึงซับซ้อนจนน่าปวดหัว?
รากฐานของกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537) ถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดที่ว่า “ลิขสิทธิ์คุ้มครองผลงานที่สร้างสรรค์โดยมนุษย์” (Human Authorship)
ในอดีต กฎหมายมองว่าเครื่องมืออย่างกีตาร์, เปียโน, หรือโปรแกรมทำเพลง (DAW) เป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่ช่วยมนุษย์ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ แต่ AI ในปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือธรรมดา มันสามารถ “เรียนรู้” และ “สร้างสรรค์” ผลงานที่ซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง
จุดนี้เองที่ทำให้เกิด “พื้นที่สีเทา” ขนาดใหญ่ทางกฎหมาย เราจึงต้องแยกแยะประเภทของเพลงที่เกี่ยวกับ AI ให้ชัดเจนก่อน
- AI-Assisted (AI ช่วยสร้าง): ศิลปินยังเป็นผู้ควบคุมหลัก ใช้ AI เป็นผู้ช่วย เช่น ใช้ AI ช่วยแนะนำคอร์ด, ช่วย Mix & Master, หรือช่วยสร้างจังหวะกลอง ศิลปินยังคงใส่ “ความคิดสร้างสรรค์” ของตนเองเป็นหลัก
- AI-Generated (AI สร้างเอง): มนุษย์เป็นเพียงผู้ “ป้อนคำสั่ง” (Prompt) เช่น “จงสร้างเพลงร็อกยุค 90 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเศร้า” แล้ว AI ก็สร้างเพลงทั้งเพลงขึ้นมาเองทั้งหมด
กฎหมายลิขสิทธิ์มองสองกรณีนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และนี่คือจุดเริ่มต้นของกฎเหล็กที่คุณต้องรู้
เปิดกฎเหล็ก ใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริง
เพื่อไขความกระจ่าง เรามาเจาะลึกทีละกรณีว่าใครจะได้สิทธิ์ในสถานการณ์ไหน

กรณีที่ 1: มนุษย์ใช้ AI เป็น “เครื่องมือ” (AI-Assisted)
ในกรณีนี้ ศิลปิน (มนุษย์) ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
นี่คือข่าวดี หากคุณใช้ AI ในฐานะ “ผู้ช่วย” เหมือนใช้โปรแกรมตัดต่อหรือปลั๊กอินเอฟเฟกต์ โดยที่คุณยังเป็นคนตัดสินใจหลักในการเรียบเรียง, เลือกเมโลดี้, หรือเขียนเนื้อร้อง
- หลักการ: ความคิดสร้างสรรค์หลัก (Creative Input) ยังคงมาจากมนุษย์ AI เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้งานสำเร็จ
- ตัวอย่าง: คุณใช้ AI ช่วยสร้างคอร์ด แต่คุณเป็นคนเลือกและเรียบเรียงคอร์ดนั้นเป็นเพลง หรือใช้ AI ช่วย Master เพลงของคุณ
- ข้อควรจำ: แนวทางของสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐ (US Copyright Office) ซึ่งเป็นผู้นำเทรนด์กฎหมายนี้ ระบุว่าคุณต้อง “เปิดเผย” ว่ามีการใช้ AI ในกระบวนการสร้างสรรค์ แต่ผลงานส่วนที่มนุษย์ทำยังคงได้รับความคุ้มครอง
กรณีที่ 2: AI สร้างเพลง “เกือบทั้งหมด” (AI-Generated)
ในกรณีนี้ อาจไม่มีใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เลย
นี่คือจุดที่อันตรายที่สุดสำหรับศิลปิน หากคุณเพียงแค่ป้อนคำสั่งสั้นๆ แล้วปล่อยให้ AI สร้างเพลงทั้งเพลงออกมาโดยที่คุณแทบไม่ได้แก้ไข
- หลักการ: ดังที่กล่าวไป กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง “Human Authorship” เมื่อผลงานขาดการมีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์จากมนุษย์ที่เพียงพอ ผลงานนั้นอาจไม่เข้าเกณฑ์รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์
- สถานะผลงาน: หากไม่ได้รับความคุ้มครอง ผลงานนั้นจะตกเป็น “สาธารณสมบัติ” (Public Domain) ทันที
- ผลกระทบ: หากเพลงของคุณกลายเป็น Public Domain หมายความว่า ใครก็สามารถนำเพลงของคุณไปใช้, ทำซ้ำ, หรือต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตและไม่ต้องจ่ายเงินให้คุณ คุณจะสูญเสียสิทธิ์ในเพลงนั้นไปทันที
แล้วคนป้อนคำสั่ง (Prompt) ล่ะ? ปัจจุบัน กฎหมายในหลายประเทศรวมถึงแนวทางสากล มองว่าแค่การ “ป้อนคำสั่ง” ยังไม่เพียงพอที่จะถือเป็น “ความคิดสร้างสรรค์” เทียบเท่ากับการแต่งเพลงทั้งเพลง
ศิลปินจะ “เสียเปรียบ” ได้อย่างไรบ้าง
- สูญเสียผลงานให้เป็นของสาธารณะ คุณใช้ AI สร้างเพลงจนเสร็จ ปล่อยขาย แต่เพราะคุณมีส่วนร่วมน้อยเกินไป เพลงนั้นจึงไม่ได้รับลิขสิทธิ์ (Public Domain) คู่แข่งนำเพลงคุณไปใช้ฟรีๆ คุณฟ้องใครไม่ได้
- ถูกฟ้องกลับเพราะ “ข้อมูลเทรน” คุณใช้ AI สร้างเพลง แต่คุณไม่รู้ว่า AI ตัวนั้นถูก “เทรน” มาจากข้อมูลเพลงที่ขโมยมา (เพลงที่มีลิขสิทธิ์) ผลงานเพลงใหม่ของคุณจึงอาจมีส่วนที่ “คล้ายคลึง” กับเพลงอื่นโดยไม่ตั้งใจ และคุณถูกเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมฟ้องร้อง (ดังที่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่กำลังฟ้องร้องบริษัท AI หลายแห่งในขณะนี้)
- ถูกขโมย “อัตลักษณ์” ไปตลอดกาล เสียงของคุณถูกโคลนไปใช้ใน AI Cover หรือเพลงที่สร้างเรื่องเสื่อมเสีย คุณสูญเสียภาพลักษณ์ และสูญเสียรายได้ที่ควรจะเป็นของคุณ
5 กฎเหล็กที่ศิลปินต้องจำให้มั่นในยุค AI
เพื่อป้องกันการเสียเปรียบในโลกดนตรีใบใหม่นี้ ขอสรุป 5 กฎเหล็กที่ศิลปินต้องยึดถือไว้ดังนี้
1. กฎแห่งการมีส่วนร่วม (Human Authorship Rule) จงใช้ AI เป็น “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “ผู้สร้าง” เสมอ คุณต้องมีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์ที่ “มากพอ” ในผลงานขั้นสุดท้าย เช่น การเรียบเรียงใหม่, การแต่งเนื้อร้องเพิ่ม, หรือการปรับแก้เมโลดี้อย่างมีนัยสำคัญ จงเก็บหลักฐานกระบวนการทำงานของคุณไว้ด้วย

2. กฎการตรวจสอบแหล่งที่มา (Clean Data Rule) ก่อนใช้บริการ AI ทำเพลงเจ้าไหน ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่า AI นั้นถูกเทรนมาจากข้อมูลที่ “สะอาด” และถูกกฎหมายหรือไม่ (เช่น ข้อมูลที่เป็น Public Domain หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์แล้ว) เพื่อเลี่ยงปัญหาการฟ้องร้องในอนาคต
3. กฎการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure Rule) เพื่อความโปร่งใส เมื่อต้องจดแจ้งลิขสิทธิ์ (ในบางประเทศ) หรือส่งงานให้ค่ายเพลง ควรเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่ามีส่วนใดในผลงานที่ใช้ AI ช่วยสร้าง นี่คือแนวทางที่ US Copyright Office แนะนำ และกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานโลก
4. กฎแห่งตัวตน (Persona Rule) “เสียง” ของคุณคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด อย่าอนุญาตให้ใครนำเสียงของคุณไปใช้ “เทรน AI” หรือ “โคลนเสียง” โดยไม่มีสัญญาที่รัดกุมระบุขอบเขตและค่าตอบแทนชัดเจน
5. กฎแห่งการปรึกษา (Consultation Rule) กฎหมาย AI เปลี่ยนแปลงเร็วมาก สิ่งที่ทำได้วันนี้ พรุ่งนี้อาจผิดกฎหมาย ก่อนเซ็นสัญญาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือหากพบว่าสิทธิ์ของคุณถูกละเมิด จงปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Lawyer) ทันที
AI ไม่ใช่ผู้ร้าย และมันก็ไม่ใช่จุดจบของความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่มันคือเครื่องมือใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในรอบทศวรรษ มันเปิดโอกาสให้ศิลปินอิสระสร้างผลงานคุณภาพสูงได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง และช่วยลดขั้นตอนงานที่น่าเบื่อ
ในเกมนี้ คนที่จะ “เสียเปรียบ” ไม่ใช่คนที่ไม่ใช้ AI แต่คือคนที่ไม่เข้าใจ “กติกา” ของมัน
หน้าที่ของศิลปินยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์ผลงาน แต่รวมถึงการ “ปกป้อง” ผลงานและ “อัตลักษณ์” ของตนเองด้วย จงรอบคอบ, รู้เท่าทันเทคโนโลยี, และเข้าใจกฎหมายพื้นฐานเหล่านี้ นี่คือกฎเหล็กที่จะทำให้คุณอยู่รอดและเติบโตได้ในอุตสาหกรรมดนตรียุค AI


